ชาวนราฯ–มาเลเซีย แห่ร่วมงานวันเกิด 88 ปี “เจ้าคุณฯ วัดประชุมชลธารา” คึกคักทั้งพุทธ–มุสลิม ‘ทวี’ ชี้แก้ไฟใต้ต้องเริ่มแก้

เมื่อช่วงเช้าวันนี้ 7มกราคม 2569
บรรยากาศที่วัดประชุมชลธารา ตำบลสุไหงปาดี อำเภอสุไหงปาดี จังหวัดนราธิวาส เป็นไปอย่างคึกคักตั้งแต่ช่วงเช้า เมื่อชาวบ้านในพื้นที่ ชาวพุทธจากหลายจังหวัด

รวมถึงกลุ่มชาวพุทธจากประเทศมาเลเซีย ต่างเดินทางมาร่วมแสดงมุทิตาจิตในงานฉลองอายุวัฒนมงคล ครบรอบ 88 ปี 67 พรรษา พระธรรมวัชรจริยาจารย์ (เทพสิทธิญาณรังสี) เจ้าอาวาสวัดประชุมชลธารา และที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 18 ซึ่งถือเป็นพระเถระสำคัญที่เป็นศูนย์รวมจิตใจของคนต่างศาสนาในพื้นที่ชายแดนใต้มาอย่างยาวนาน
ภายในงานมีบุคคลสำคัญเข้าร่วมจำนวนมาก อาทิ นายบุญช่วย หอมยามเย็น ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม รวมถึงผู้นำศาสนาทั้งพุทธและอิสลาม ผู้นำท้องถิ่น และประชาชนจากหลายพื้นที่ สะท้อนภาพความร่วมมือของสังคมพหุวัฒนธรรมอย่างชัดเจน
จุดเด่นของงานอยู่ที่การจัดซุ้มอาหารมากกว่า 90 ซุ้ม จากฝีมือคนในชุมชนทั้งพุทธและมุสลิม รวมถึงกิจกรรมอนุรักษ์ภาษาถิ่น “ภาษาเจ๊ะเห” สร้างบรรยากาศเป็นกันเองแบบงานชุมชน ซึ่งสะท้อนบทบาทของพระธรรมวัชรจริยาจารย์ ที่ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา ทำหน้าที่เป็นตัวกลางประสานปัญหาความขัดแย้ง โดยเฉพาะเรื่องที่ดินทำกินระหว่างรัฐกับชาวบ้าน และเป็นผู้สร้างพื้นที่พูดคุยระหว่างคนต่างศาสนา
ด้าน พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยระบุว่า ภาพความร่วมมือของประชาชนในงานวันนี้ เป็นสัญญาณบวกที่สะท้อนว่าความสงบสุขสามารถเริ่มต้นได้จากฐานรากของชุมชน อย่างไรก็ตาม ปัญหาไฟใต้มีความซับซ้อน ไม่ใช่เพียงเรื่องความมั่นคงหรือยาเสพติด แต่หัวใจสำคัญคือโครงสร้างทางกฎหมายที่ประชาชนยังรู้สึกว่าไม่มีส่วนร่วม
พ.ต.อ.ทวี เสนอว่า ในสถานการณ์ที่การยกเลิกกฎอัยการศึกหรือ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ยังมีความเห็นแตกต่าง ทางออกที่เป็นไปได้คือการแก้ไขและปฏิรูปกฎหมายการบริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือกฎหมาย ศอ.บต. ที่มีอยู่เดิม ให้สอดคล้องกับสภาพพื้นที่และเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีบทบาทมากขึ้น แทนการออกกฎหมายใหม่ที่อาจสร้างความขัดแย้งเพิ่ม
นอกจากนี้ พ.ต.อ.ทวี ยังเชื่อมโยงไปถึงประเด็นรัฐธรรมนูญ โดยยกสถิติการลงประชามติปี 2559 ที่จังหวัดนราธิวาสเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญมากที่สุด เพื่อสะท้อนว่าถึงเวลาแล้วที่รัฐควรรับฟังเสียงประชาชนในพื้นที่อย่างจริงจัง หลังจากใช้รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมาเกือบ 10 ปี
การจัดงานมุทิตาจิตในครั้งนี้ จึงไม่เพียงเป็นงานมงคลทางศาสนาเท่านั้น แต่ยังถูกมองว่าเป็นภาพสะท้อนของพลังชุมชนและพหุวัฒนธรรม ที่สามารถลดความตึงเครียดและสร้างความเข้าใจร่วมกันได้ พร้อมส่งสัญญาณไปถึงภาครัฐว่า การแก้ปัญหาชายแดนใต้ควรเริ่มจากการยอมรับความแตกต่าง และนำบทเรียนจากพื้นที่ไปปรับใช้ในระดับนโยบายและกฎหมายต่อไป
นราธิวาส ภาพข่าว
มารีดา บุญพล

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *