ผู้ว่ากระบี่นำทีมเข้าตรวจค้นจับกุมฟาร์มกัญาชาชาวอิสราเอลที่ใช้คนไทยเป็นผู้ถือหุ้นนอมินีที่บริษัทแคนนาซอนจำกัดบ้านไสไทยอำเภอเมืองห่างจากบ้านกำนันและอดีตผู้แทนพรรคหนึ่งเพียง 2 กิโลเมตร

เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2569 เวลา 09.30 นาฬิกา นายอังกูร ศีลาเทวากูล ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ พร้อมด้วยพลตำรวจตรี สุขเกษม นครวิลัย ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดกระบี่ หม่อมหลวง ภู่ทอง ทองใหญ่ รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า นายพงษ์ธร จันทร์สวัสดิ์ ปลัดจังหวัดกระบี่ นำกำลังทีมบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

โดยมีพันตำรวจโท วิศวะ เสน่หา รองผู้กำกับการสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดกระบี่ เป็นหัวหน้าชุด ประกอบด้วยตำรวจสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัด สถานำตรวจภูธรอำเภอเมืองกระบี่ ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดกระบี่ ตำรวจสอบสวนกลาง ตำรวจท่องเที่ยว เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองจังหวัด เจ้าหน้าที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า พาณิชย์จังหวัดกระบี่ สาธารณสุขจังหวัดกระบี่ จัดหางานจังหวัดกระบี่ รวม 50 นาย
นำหมายค้นและหมายศาลจังหวัดกระบี่ ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐานเป็นคนต่างด้าวยินยอมให้ผู้มีสัญชาติไทยถือหุ้นแทนคนต่างด้าว ในห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทจำกัดหรือนิติบุคคลใดๆ เพื่อให้คนต่างด้าวประกอบธุรกิจโดยหลีกเลี่ยงหรือฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่งพระรราชบัญญัตินี้ และเป็นคนต่างด้าวประกอบธุรกิจโดยฝ่าฝืนมาตรา 8 วงเล็บ 3 เข้าตรวจค้นและจับกุมฟาร์มกัญาชาชาวอิสราเอลที่ใช้คนไทยเป็นผู้ถือหุ้นแทน หรือนอมินี ที่บริษัทแห่งหนึ่ง ตั้งอยู่ที่หมู่ที่ 4 บ้านไสไทย ตำบลไสไทย อำเภอเมืองกระบี่ จังหวัดกระบี่ ซึ่งอยู่ห่างจากบ้านกำนันตำบลไสไทย และบ้านพักอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกระบี่พรรคหนึ่ง เพียง 2 กิโลเมตร ซึ่งมีนายโมเซ่ ยามิน สัญชาติอิสราเอล เป็นเจ้าของบริษัทและได้นำตรวจค้น ทั้งนี้ก่อนเข้าตรวจค้นเจ้าหน้าที่และล่าม ได้อ่านหมายค้นและหมายศาล พร้อมชี้แจงรายละเอียดให้นายโมเซ่ได้รับทราบ ซึ่งยอมรับและนำเข้าตรวจค้น ซึ่งภายในอาคารดังกล่าวได้มีการดัดแปลงเป็นฟาร์มปลูกกัญชาในร่ม ที่ควบคุมระบบน้ำแสงสว่างและอุณหภูมิ พร้อมมีอุปกรณ์แปรรูปกัญชาและจำหน่ายกัญชาให้มีการเสพภายในอาคารดังกล่าวด้วย
นอกจากนี้ยังตรวจพบการกระทำความผิดหลายประการ ได้แก่การจำหน่ายกัญชาผ่านช่องทางออนไลน์และบริการเดลิเวอรี่ การจัดกิจกรรมนำนักท่องเที่ยวเข้าชมฟาร์ม การเปิดให้นักท่องเที่ยวเสพกัญชาภายในสถานประกอบการ ซึ่งฝ่าฝืนเงื่อนไขและข้อกำหนดตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และการสกัดสารกัญาชาที่เข้าข่ายผิดกฎหมายยาเสพติดค่าทีเฮสซีเกินร้อยละ 0.2 เบื้องต้นสาธารณสุขจังหวัดได้สั่งพักใช้ใบอนุญาตเป็นเวลา 60 วัน
โดยนายอังกูล ศีลาเทวากูล ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ กล่าวว่า จากการตรวจสอบข้อมูลว่ามีชาวต่างชาติได้ใช้นอมินีที่เป็นคนไทยในกิจการของฟาร์มกัญชา เพราะฉะนั้นวันนี้จึงได้บูรณาการร่วมกับผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้อง เพื่อมาตรวจค้นสถานที่แห่งนี้ตามหมายจับและหมายค้นที่ศาลจังหวัดกระบี่ออกให้ จากการตรวจค้นพบว่าเจ้าของกิจการเป็นชาวอิสราเอล และมีการผลิตกัญชาที่ผิดกฎหมายในหลายๆประการ โดยเฉพาะทางสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดได้ตรวจสอบค่าทีเฮชซีเกินร้อยละ 0.2 ซึ่งถือว่าเป็นยาเสพติด พร้อมทั้งมีการตรวจสอบพบว่าใช้สถานที่แห่งนี้เป็นที่ผลิตและแปรรูปกัญชา แล้วส่งขายออนไลน์และเดลิเวอรี่ด้วย นอกจากนั้นยังเป็นสถานที่เปิดให้คนเข้ามาเสพกัญชาในสถานที่แห่งนี้ด้วย ทางสาธารณสุขจังหวัดจึงได้ออกหนังสือพักใบอนุญาตเป็นระยะเวลา 60 วัน หลังจากนี้จะรวบรวมพยานหลักฐานต่างๆ ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป ขอยืนยันว่าจังหวัดกระบี่จะไม่ยอมให้คนต่างชาติเข้ามาใช้พื้นที่ของจังหวัดกระบี่ มาประกอบกิจการประกอบธุรกิจที่ผิดกฎหมาย ซึ่งทุกหน่วยงานในจังหวัดกระบี่พร้อมที่จะสร้างให้เป็นพื้นที่ปลอดภัย สร้างภาพลักษณ์ที่ดีเพื่อความสงบเรียบร้อยของพี่น้องประชาชน
ด้านพลตำรวจตรี สุขเกษม นครวิลัย ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดกระบี่ กล่าวว่า ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจภูธรจังหวัดกระบี่และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ติดตามตรวจสอบข้อมูลต่างๆมาเป็นระยะเวลากว่า 2 เดือนแล้ว พบว่าผู้ต้องหาเป็นนายทุนชาวอิสราเอล ได้ว่าจ้างคนไทยจดทะเบียนในรูปของบริษัทลักษณะอำพราง โดยให้คนไทยเป็นผู้ถือหุ้น 100 เปอร์เซ็นต์ จากนั้นก็จะดำเนินกิจการไปสักระยะหนึ่งแล้วเพิ่มทุน เพื่อให้ชาวอิสราเอลมาเป็นผู้ถือหุ้นแทน แทนในสัดส่วน 49 ต่อ 51 ซึ่งจากการตรวจสอบเอกสารหลักฐานแล้วพบหลักฐานชัดเจนว่า เป็นการถือหุ้นในลักษณะอาพรางคล้ายๆกับการเปิดบัญชีม้า เบื้องต้นได้แจ้งข้อกล่าวหาดังกล่าว ส่วนคนไทยที่ร่วมเป็นนอมินีทางเจ้าหน้าที่กำลังติดตามจับกุม คาดว่าจะสามารถจับกุมได้ครบทั้ง 4 คน
ทางหม่อมหลวง ภู่ทอง ทองใหญ่ รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กล่าวว่า จากการตรวจสอบหลักฐานพบว่าเป็นทุนเทาอย่างแท้จริง ต้องขอบคุณทุกหน่วยงานที่บูรณาการจับกุมในครั้งนี้ ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่ามีการจดทะเบียนบริษัทที่คนไทยถือหุ้น100 เปอร์เซ็นต์ จากนั้นประกอบบกิจการไปสักระยะ 3 – 4 เดือน ก็จะเปลี่ยนผู้ถือหุ้นเอาชื่อคนไทยออก และเอาชื่อชาวต่างชาติเป็นผู้ถือหุ้นแทน ส่วนคนไทยที่ร่วมถือหุ้มมีความผิดเกี่ยวกับนอมินี และทราบว่ามีการถือหุ้นในลักษณะดังกล่าวในหลายๆบริษัทด้วย ก็จะมีการสืบสวนขยายผลต่อไปด้วย











