สมุทรปราการ ตม. เปิด10มาตรการเข้มคัดกรองต่างชาติเหตุบึ้มตะวันออกกลางสกัดคอลเซนเตอร์บรรเทาคลื่นท่องเที่ยวทะลักสนามบิน


จากกรณีคลื่นนักท่องเที่ยวต่างชาติทะลักเข้าไทย จนเกิดภาพความหนาแน่นบริเวณจุดคอขวดเข้าโถงรอตรวจหนังสือเดินทางขาเข้าประเทศ โดยเฉพาะสนามบินสุวรรณภูมิ เหตุจากการเพิ่มความเข้มงวดสกัดแก๊งคอลเซนเตอร์ต่างชาติที่พยายามย้ายฐานจากกัมพูชา รวมถึงเพิ่มการคัดกรองคนต่างชาติจากเหตุโจมตีในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยเฉพาะการโจมตีเมืองศูนย์กลางการบินหลักอย่างดูไบ และกาตาร์ ส่งผลต่อปริมาณผู้โดยสารที่ถูกยกเลิกเที่ยวบิน และตกค้างในไทย


ล่าสุดเมื่อเวลา 09.30 น.วันที่ 2 มีนาคม 2569 พล.ต.ต.เชิงรณ ริมผดี รอง ผบช.ฯ ช่วยราชการ สตม.ในฐานะโฆษก สตม. เปิดเผยว่า วันนี้ได้รับมอบหมายจาก พล.ต.ท.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผบช.สตม. ให้ประชุมข้าราชการตำรวจ ตม.สนามบิน ที่ศูนย์ปฎิบัติการ ตม.สุวรรณภูมิ โดยมี พ.ต.อ.วีรยศ การุณยธร รอง ผบก.ตม.2 รักษาการแทน ผบก.ตม.2 และคณะ ระดับรอง ผบก. – ผกก.ด่าน ตม.สนามบินหลัก ได้แก่ สุวรรณภูมิ ดอนเมือง และภูเก็ต ตลอดจน คุณอมรพิศ นรินทร์ ผอ.ส่วนบริการการบิน ฝ่ายบฎิบัติการการบิน ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และคุณอัจฉรา ไชยรักษ์ ประธานคณะกรรมการดำเนินงานธุรกิจการบินกรุงเทพ ( AOC ) ร่วมประชุมโดยมีการรับฟังสถานการณ์ผลกระทบของเที่ยวบินที่ถูกยกเลิกจากการโจมตีในเขตภูมิภาคตะวันออกกลาง และสถานการณ์ความหนาแน่นของคนต่างชาติ
ซึ่งจากการประชุมพบว่า ตั้งแต่ปลายปี 2568 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะสนามบินสุวรรณภูมิ ดอนเมือง และภูเก็ต จากเดิมเฉลี่ยประมาณ 60,000 คน/วัน เป็น 70,000 – 80,000 คนต่อวัน เพิ่มขึ้นราว 16% โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวจีนที่กลับมาเที่ยวไทยมากขึ้น นอกจากนั้น ยังมีนักท่องเที่ยวจากรัสเซีย และยุโรป ที่หนีหนาวมาไทยมากขึ้นด้วย ส่งผลให้มีปริมาณคนต่างชาติสะสมในชั่วโมงที่เที่ยวบินหนาแน่น โดยเฉพาะช่วงเวลา 14.00 ต่อเนื่องถึง 19.00 น. และเวลา 22.00 – 01.00 น. ของวันรุ่งขึ้น โดยเฉพาะที่สนามบินสุวรรณภูมิ มีสัดส่วนเฉลี่ยชั่วโมงละ 5,000 – 6,000 คน ในขณะที่โถงรอตรวจหนังสือเดินทางจุคนได้ราว 2,500 คน ประกอบกับผู้โดยสารที่ลงเครื่องจากหลุมจอดต่าง ๆ รวมถึงอาคาร SAT1 จะไหลประดังเข้า ตม. พร้อมกันอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจุดทางเข้ามีลักษณะเป็นคอขวด ส่งผลต่อความเร็วในการระบายผู้โดยสารต่างชาติที่ช่องตรวจ ไม่ทันต่อการไหลเข้าสะสมของผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว อีกทั้งคนต่างชาติจำนวนมากไม่กรอกข้อมูลบัตรเข้าเข้าประเทศแบบดิจิทัล (TDAC) ในระบบ online มาล่วงหน้า ทั้งที่ได้ประชาสัมพันธ์ก่อนประกาศใช้ระบบมาจนถึงปัจจุบัน บวกกับการเพิ่มมาตรการคัดกรองต่างชาติที่เข้มข้นขึ้น โดยเฉพาะคนต่างชาติที่เสี่ยงต่อการเป็นทุนเทา ที่มีข้อมูลว่า พยายามย้ายฐานจากบ่อนกัมพูชาเข้ามาไทย หลังการกวาดล้างอย่างหนัก ด้วยเหตุผลทั้ง 3 กรณีดังกล่าวทำให้เกิดภาพความหนาแน่นบริเวณโถงทางเข้าตามที่ปรากฏเป็นภาพในสื่อมวลชนและโซเชียลต่าง ๆ
อย่างไรก็ตาม ทาง ตม.สนามบิน ได้จัดกำลังพลนั่งประจำทุกช่องตรวจในช่วงเวลาหนาแน่นและเร่งคัดกรองคนต่างชาติเข้าไทย พบว่า อัตราเฉลี่ยในการจับเวลาคนต่างชาติที่รอคิวในช่วงดังกล่าว ใช้เวลารอคิวสูงสุด 50 นาที โดยใช้เวลาตรวจหนังสือเดินทางที่ช่องตรวจเพียง 45 วินาทีต่อรายเท่านั้น ในขณะที่พบว่า หลังเกิดการโจมตีประเทศต่าง ๆ ในตะวันออกกลาง เมื่อ 28 ก.พ. ที่ผ่านมา มีสายการบินที่ได้รับผลกระทบราว 10 สายการบิน มีการยกเลิกเที่ยวบินขาออกราว 22 เที่ยวบิน และ ขาเข้าราว 12 เที่ยวบิน ส่งผลต่อการยกเลิกตราประทับผู้โดยสารที่ไม่สามารถเดินทางออกได้ และอาจเกิดการสะสมของคนต่างชาติ บริเวณโถงทางเข้า ตม.สุวรรณภูมิ
ทาง สตม. จึงได้กำหนด 10 มาตรการ เพื่อบรรเทาปัญหาดังกล่าว ดังนี้
1. สตม.วางแนวทางบรรเทาความเดือดร้อนคนต่างชาติ ที่ตกค้างในไทยจากเหตุสู้รบในตะวันออกกลาง โดย สตม. จะใช้อำนาจกฎหมายคนเข้าเมืองยกเว้นค่าปรับกรณีคนต่างชาติสถานะ overstay จากการปิดน่านฟ้า ซึ่งจะเดินทางออกไปประเทศอื่น ส่วนคนต่างชาติที่ยังไม่ครบกำหนดและประสงค์จะอยู่ในไทยต่อ จะผ่อนผันให้พำนักได้ครั้งละ 30 วัน โดยให้สถานทูตชาตินั้น ๆ รับรอง ส่วนกรณีเหตุการณ์รุนแรงต่อเนื่องระยะยาว และสถานะคนต่างชาตินั้น overstay แล้ว ต้องเสนอ ครม. พิจารณาอนุญาต ตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 17 ต่อไป
2. ขอความร่วมมือสายการบินตรวจสอบ คัดกรองคนต่างชาติที่จะบินมาไทย ให้กรอกข้อมูลบัตรเข้าประเทศในระบบ TDAC ให้แล้วเสร็จก่อนเช็คอิน ออกบัตรที่นั่งมาไทย เช่นเดียวกับ มาตรการที่ ตม. สิงคโปร์ ใช้กับสายการบินเช่นเดียวกัน
3. ให้ ตม.สนามบิน จัดกำลังพลเต็มทุกช่องตรวจในชั่วโมงที่เที่ยวบินหนาแน่น โดยวิเคราะห์จากตารางบินขาเข้าล่วงหน้า
4. จัดกำลัง จนท.ตม. บริหารสถานการณ์ความหนาแน่นบริเวณทางเข้าโถง ตม. เพื่อเกลี่ยปริมาณผู้โดยสารให้เข้าโถงได้ทุกโซน
5. ให้ช่วยเหลือคนต่างชาติที่เข้าลักษณะกลุ่มเปราะบาง เช่น เด็กสูงไม่เกิน 120 ซม. คนชรา คนพิการ คนตั้งครรภ์ ให้แยกเข้าตรวจที่ช่องทาง priority รวมถึงคนต่างชาติที่เดินทางเป็นครอบครัวมาพร้อมคนไทย
6. จัดพื้นที่รองรับการยกเลิกตราประทับขาออก กรณีผู้โดยสารที่รอขึ้นเครื่องแล้ว แต่เที่ยวบินถูกยกเลิกกระทันหัน เพื่อไม่ให้เกิดการคับคั่งปะปนกับผู้โดยสารขาเข้าปกติ
7. ให้สายการบินจัดพนักงานประสานงานกับ ตม.กรณี มีผู้โดยสารที่บินเข้าไทยแล้ว ต้องรีบต่อเครื่องภายในประเทศ เพื่อไม่ให้ตกเครื่อง
8. ประสานงานร่วมกับ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด( มหาชน ) เพื่อจัด SLOT เฉลี่ยจำนวนเที่ยวบินขาเข้าไม่ให้สะสมในช่วงเวลาเดียวกัน
9. เร่งพิจารณาคนต่างชาติ ให้เข้ารับการตรวจด้วยช่องตรวจหนังสือเดินทางอัตโนมัติ ( Automatic Border Control ) เพื่อระบายความหนาแน่นจากช่องตรวจปกติ
10. เพิ่มความเข้มคัดกรองคนต่างชาติที่เสี่ยงต่อการก่อเหตุความมั่นคงของประเทศคู่ขัดแย้งในเหตุโจมตีในตะวันออกกลาง โดยประสานงานกับหน่วยความมั่นคงและข่าวกรองอย่างใกล้ชิด
“ปริมาณความหนาแน่นของคนต่างชาติที่สนามบิน สะท้อนบรรยากาศการท่องเที่ยวในไทยที่คึกคักขึ้น แต่ขณะเดียวกัน ตม.สนามบิน ก็จำเป็นต้องเพิ่มมาตรการคัดกรองคนต่างชาติ โดยเฉพาะกลุ่มคอลเซนเตอร์ และทุนเทาที่เผ่นจากกัมพูชาเข้าไทย รวมถึงกลุ่มที่เสี่ยงต่อความมั่นคงจากกรณีความไม่สงบในตะวันออกกลาง ท่ามกลางสถานการณ์รุนแรงขณะนี้ ซึ่งอาจกระทบต่อการเร่งระบายความหนาแน่นไปบ้าง โดย สตม. เองไม่ได้นิ่งนอนใจ และถือโอกาสนี้ชี้แจงให้สังคมไทย และนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าใจความจำเป็นในสถานการณ์นี้” พล.ต.ต.เชิงรณฯ กล่าว
*
วิวรรธน์ ยั่งยืนเตชานนท์ สมุทรปราการ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *