กรมประมงปิดอ่าวอันดามัน 3 เดือน 4 จังหวัดฟื้นฟูสัตว์น้ำมีไข่ว่างไขเลี้ยงตัวอ่อน 4,696 ตารางกิโลเมตร

กรมประมงปิดอ่าวอันดามัน 3 เดือน 4 จังหวัดฟื้นฟูสัตว์น้ำมีไข่ว่างไขเลี้ยงตัวอ่อน 4,696 ตารางกิโลเมตรจากปลายแหลมพันวาภูเก็ตถึงปลายแหลมหยงสตาร์ตรัง 1 เมษายนถึง 30 มิถุนายน 69
วันที่ 31 มีนาคม 2569 เวลา 10.15 นาฬิกา ที่บริเวณท่าเทียบเรือศูนย์ป้องกันและปราบปรามประมงทะเลกระบี่ หมู่ที่ 7 บ้านคลองหิน ตำบลไสไทย อำเภอเมืองกระบี่ จังหวัดกระบี่ นางฐิติพร หลาวประเสริฐ อธิบดีกรมประมง เป็นประธานเปิดการประกาศใช้มาตรการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำในฤดูสัตว์น้ำมีไข่วางไข่เลี้ยงตัวอ่อน ปิดอ่าวฝั่งทะเลอันดามัน ประจำปี 2569 ครั้งที่ 42 ในพื้นที่จังหวัดกระบี่ จังหวัดตรัง จังหวัดพังงา และจังหวัดภูเก็ต เริ่มวันที่ 1 เมษายนถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2569 โดยมีนายนิรันดร์ ปราบอักษร รองผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ นายเจริญไชย ศรีสุวรรณ์ ประมงจังหวัดกระบี่ นายสุวิทย์ สุภาพ นายกสมาคมชาวประมงจังหวัดกระบี่ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ในสังกัดกรมประมง และชาวประมงพื้นบ้านจาก 4 จังหวัดอันดามันร่วมให้การต้อนรับ

โดยพิธีเริ่มด้วยการบวงสรวงพลเรือเอกพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ เพื่อความเป็นสิริมงคลในการประกาศใช้มาตรการดังกล่าว การปล่อยเรือตรวจการประมงทะเลออกปฏิบัติการ มอบเงินอุดหนุนโครงการสร้างความเข้มแข็งกลุ่มการผลิตด้านการประมง ให้แก่ผู้นำองค์กรชุมชนประมงท้องถิ่น 25 ชุมชนๆละ 100,000 บาท แยกเป็นชุมชนในจังหวัดกระบี่ 6 ชุมชน จังหวัดตรัง 8 ชุมชน จังหวัดพังงา 6 ชุมชน และจังหวัดภูเก็ต 5 ชุมชน เพื่อสนับสนุนการพัฒนาอาชีพและฟื้นฟูทรัพยากรประมง ผ่านการดำเนินงานใน 4 กิจกรรมได้แก่ การเพิ่มผลผลิตสัตว์น้ำ การพัฒนาอาชีพประมง การถ่ายทอดเทคโนโลยีและเพิ่มทักษะการทำการประมง และการเพิ่มมูลค่าสัตว์น้ำ นอกจากนี้มีการปล่อยพันธุ์ปูม้า 50,000 ตัว และกุ้งกุลาดำ 2,000,000 ตัว คืนความอุดมสมบูรณ์และเพิ่มผลผลิตสัตว์น้ำลงสู่ทะเลกระบี่ และการจัดแสดงนิทรรศการนำเสนอข้อมูลความรู้ทางการประมง เกี่ยวกับมาตรการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำในฤดูสัตว์น้ำมีไข่วางไข่เลี้ยงตัวอ่อน พื้นที่ฝั่งทะเลอันดามัน และการจำหน่ายสินค้าและผลิตภัณฑ์ประมงจากกลุ่มชุมชนประมงพื้นบ้าน
ด้านนางฐิติพร หลาวประเสริฐ อธิบดีกรมประมง กล่าวว่า กรมประมงได้มีการดำเนินมาตรการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำในฤดูสัตว์น้ำมีไข่วางไข่เลี้ยงตัวอ่อนฝั่งทะเลอันดามัน ตั้งแต่ปี 2528 มาอย่างต่อเนื่องกว่า 41 ปี เพื่อให้สัตว์น้ำได้วางไข่แพร่ขยายพันธุ์พร้อมที่จะเจริญเติบโตและนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้อย่างคุ้มค่า ตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ให้ความสำคัญกับการสร้างความมั่นคงของฐานทรัพยากรประมง มุ่งเน้นการอนุรักษ์และบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำให้เกิดความสมดุลทางธรรมชาติอย่างยั่งยืน ผลการศึกษาทางวิชาการในช่วงการประกาศใช้มาตรการดังกล่าว ปี 2568 อัตราการจับสัตว์น้ำเพิ่มสูงขึ้น 2.67 เท่า พบสัตว์น้ำเศรษฐกิจสูงขึ้นอย่างชัดเจนจากเดิมก่อนใช้มาตรการ 132.848 กิโลกรัมต่อชั่วโมง เพิ่มเป็น 354.835 กิโลกรัมต่อชั่วโมง สะท้อนถึงความสำเร็จของการดำเนินงานในการอนุรักษ์ฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลอย่างต่อเนื่อง

กรมประมงจึงเดินหน้าตามมาตรการปิดอ่าวอันดามัน ซึ่งกำหนดพื้นที่บางส่วนในการจับสัตว์น้ำ ครอบคลุมพื้นที่ 4,696 ตารางกิโลเมตร ระหว่างวันที่ 1 เมษายน ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2569 ในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต พังงา กระบี่ และตรัง ตั้งแต่ปลายแหลมพันวา อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต ถึงตะวันออกปลายแหลมหัวล้าน อำเภอเกาะยาว จังหวัดพังงา ถึงเกาะปิดะนอก อำเภอเมืองกระบี่ จังหวัดกระบี่ ถึงปลายแหลมเกาะลันตาใหญ่ อำเภอเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ ถึงปลายแหลมเกาะตะลิบง อำเภอกันตัง จังหวัดตรัง ถึงเกาะสุกร และถึงปลายแหลมหยงสตาร์ อำเภอปะเหลียน จังหวัดตรัง เพื่อคุ้มครองฤดูสัตว์น้ำมีไข่วางไข่เลี้ยงตัวอ่อน ฝั่งทะเลอันดามันที่จะส่งผลให้ทรัพยากรสัตว์น้ำมีความอุดมสมบูรณ์เพิ่มขึ้น ทั้งเป็นการฟื้นฟูระบบนิเวศให้มีความสมดุลอบย่างยั่งยืน

นางฐิติพร กล่าวอีกว่า จึงขอเน้นย้ำให้พี่น้องชาวประมงโปรดให้ความร่วมมือในการปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด และระมัดระวังการทำประมง โดยให้ทำประมงเฉพาะเครื่องมือที่ประกาศให้ใช้ได้เท่านั้น เครื่องมืออื่นๆห้ามทำโดยเด็ดขาด หากผู้ใดฝ่าฝืนจะเป็นความผิดตามมาตรา 70 แห่งพระราชกำหนดการประมงปี 2558 ต้องระวางโทษปรับตั้งแต่ 5,000 – 30,000,000 บาท ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับขนาดของเรือประมง หรือปรับจำนวนห้าเท่าของมูลค่าสัตว์น้ำที่ได้จากการทำการประมง แล้วแต่จำนวนใดจะสูงกว่าและต้องได้รับโทษ โดยกรมประมงยังคงเดินหน้าขับเคลื่อนการปิดอ่าวอย่างต่อเนื่อง โดยบูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วนในการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำ เพื่อให้ทรัพยากรสัตว์น้ำของประเทศมีความอุดมสมบูรณ์ สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างคุ้มค่าและยั่งยืน ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างรายได้และความมั่นคงทางอาหารของประเทศ ยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ประกอบอาชีพด้านการประมงในระยะยาว ควบคู่กับการรักษาสมดุลของระบบนิเวศทางทะเลให้คงอยู่อย่างยั่งยืนตลอดไป











