พิษณุโลก จัดงานรัฐพิธี “วันพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช

จ.พิษณุโลก จัดงานรัฐพิธี “วันพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช และวันที่ระลึกมหาจักรีบรมราชวงศ์” ประจำปี 2569
ที่ พระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เมื่อครั้งดำรงพระอิสริยยศเป็นเจ้าพระยาจักรี อ.เมือง จ.พิษณุโลก นาย เกียรติศักดิ์ ตรงศิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก เป็นประธานในพิธี ถวายเครื่องราชสักการะพานพุ่มดอกไม้สด และกล่าวคำถวายราชสดุดี เพื่อเทิดพระเกียรติและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ โดยมี ข้าราชการทหาร ตำรวจ พ่อค้าประชาชน กลุ่มพลังมวลชน นิสิต นักศึกษา ใน จ.พิษณุโลก ร่วมพิธี

“วันจักรี” ตรงกับวันที่ 6 เมษายนของทุกปี เป็นวันที่พสกนิกรชาวไทยร่วมกันน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช พระปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี ผู้ทรงขึ้นครองราชย์เมื่อปี พ.ศ. 2325 และทรงสถาปนากรุงเทพมหานครขึ้นเป็นเมืองหลวงของประเทศ พระราชกรณียกิจสำคัญของพระองค์ ได้แก่ การย้ายเมืองหลวงจากกรุงธนบุรีมายังฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา หรือพระนครในปัจจุบัน การฟื้นฟูวัฒนธรรมไทยที่สืบทอดจากสมัยสุโขทัยและอยุธยา

อนุสาวรีย์เจ้าพระยาจักรี หรือพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช แห่งนี้ตั้งอยู่บริเวณข้างสวนกลางเมืองพิษณุโลก สร้างขึ้นเพื่อระลึกถึงเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญในสมัยกรุงธนบุรี เมื่อครั้งเกิดศึกอะแซหวุ่นกี้ ในปี พ.ศ. 2318 อะแซหวุ่นกี้ แม่ทัพพม่าผู้เชี่ยวชาญการรบ ได้ยกทัพจำนวน 30,000 คน มาล้อมเมืองพิษณุโลกไว้ โดยมี เจ้าพระยาจักรี ต่อมาก็ คือ รัชกาลที่ 1 และเจ้าพระยาสุรสีห์ (บุญมา) น้องชายเป็นเจ้าเมืองพิษณุโลก ช่วยกันรักษาเมืองพิษณุโลกอย่างเข้มแข็ง จนเกิดเหตุการณ์ ” ขอดูตัว ” ด้วยฝีมือการรบที่ยอดเยี่ยมของเจ้าพระยาจักรี ทำให้อะแซหวุ่นกี้เลื่อมใสในความสามารถ จึงได้นัดหยุดรบเพื่อขอพบตัวแม่ทัพ บริเวณเนินดินหน้าเมืองพิษณุโลก ซึ่งเป็นที่ตั้งของอนุสาวรีย์ในปัจจุบัน เมื่อได้พบกัน อะแซหวุ่นกี้ ได้พิจารณารูปลักษณะและกล่าวสรรเสริญว่าเจ้าพระยาจักรี “รูปก็งาม ฝีมือก็เข้มแข็ง” พร้อมกับทำนายว่า “ภายหน้าจะได้เป็นกษัตริย์เป็นแท้” และได้มอบเครื่องม้าทองสำรับหนึ่งเป็นที่ระลึก โดยที่นี่ยังมี ปรากฏภาพประติมากรรมโลหะนูนต่ำจำลองเหตุการณ์อะแซหวุ่นกี้ขอดูตัวเจ้าพระยาจักรีให้ได้เห็นอีกด้วย อนุสาวรีย์แห่งนี้ไม่เพียงแต่เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์คู่เมืองพิษณุโลกเท่านั้น แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของความกล้าหาญและเกียรติยศของบรรพบุรุษไทยในอดีตด้วย














