ผบช.ภ.9″ ตั้งโต๊ะนำ 3 ฝ่าย ร่วมแถลงคืบหน้าคดีดัง “ยิงถล่มรถ สส.กมลศักดิ์

“ผบช.ภ.9” ตั้งโต๊ะนำ 3 ฝ่าย ร่วมแถลงคืบหน้าคดีดัง “ยิงถล่มรถ สส.กมลศักดิ์” อึ้งเป็นแถบหลังมีชื่อหน่วยงานความมั่นคง “กอ.รมน.จ.นราธิวาส” เอี่ยวให้ “เพื่อนอดีตนาวิก” ยืมรถหลวง ก่อนนำไปใช้ก่อเหตุ ด้าน “ผู้ว่านรา” เผย คนให้ยืมยศ “นาวาเอก” ทำผิดระเบียบถึงขั้น “ปลดออก หรือไล่ออก” ตร.ยันต้องสาวถึงตอ
…………..
คดียิงถล่มรถ “กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ” สส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ กลายเป็น TALK OF THE TOWN ทันทีหลังรถที่ใช้เป็นพาหนะนำไปก่อเหตุ ดันเป็นรถหน่วยงานความมั่นคง “กอ.รมน.จ.นราธิวาส” ซึ่งผู้ที่ให้ “เพื่อนอดีตนาวิก” ใช้รถกระบะคันดังกล่าว มียศถึง “นาวาเอก” ที่ลงมาปฏิบัติหน้าที่ “ภาคสนาม จชต.” นานพอสมควร


……………
สรุปคืบหน้าทางคดี ซึ่งมี “บิ๊กโต้ง” พล.ต.ท.ปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี ผบช.ภ.9 นำทีมคลี่คลายสืบสวนสอบสวนอย่างหนัก ระยะเวลา 17 วันหลังเกิดเหตุ ทั้งข้อสั่งการ-กำชับ จาก ผบ.ตร. และ รอง ผบ.ตร. กำชับให้ควบคุมการทำคดีนี้อย่างใกล้ชิด รวมทั้งนายกรัฐมนตรี “อนุทิน ชาญวีรกูล” ที่ระบุห้วน “ไม่มีข้อยกเว้น” หลังหัวหน้าพรรคประชาชาติ – อดีต รมว.ยุติธรรม – อดีตอธิบดี DSI – อดีตเลขาฯ ศอ.บต. พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ยื่นโจทย์ใหญ่ให้ผู้นำรัฐบาลเร่งหาคำตอบเพื่อความกระจ่าง
…………….
การแถลงผลการปฏิบัติเพื่อสางปมคดีเขย่าสภาผู้แทนราษฎร วานนี้ (6 เม.ย.69) ภาพรวมล่าสุด มีผู้ต้องหาร่วมก่อเหตุ รวม 5 ราย จับกุมแล้ว 3 ราย และอยู่ระหว่างติดตาม 2 ราย
“เจ้าหน้าที่ให้ความสำคัญกับการรวบรวมพยานหลักฐานอย่างรัดกุมตั้งแต่วันแรก ทั้งตัวบุคคล วัตถุพยานและหลักฐานด้านเวลา เพื่อป้องกันความสับสนและยืนยันว่าการดำเนินงานอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมายและข้อเท็จจริง” ผบช.ภ.9 ระบุ
ขณะที่ พล.ต.ต.ชุมพล ศักดิ์สุรีย์มงคล ผู้บังคับการสืบสวนสอบสวน จชต. ชี้แจงถึงรูปคดีว่า เจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวผู้ต้องหาแล้ว 3 ราย และกำลังเร่งติดตามอีก 2 ราย รวมผู้ร่วมขบวนการทั้งหมด 5 ราย พบว่ามีการวางแผนเป็นขั้นเป็นตอน ตั้งแต่การส่งคนไปดักดูเป้าหมายที่สนามบินหาดใหญ่ ขณะที่ทีมสังหารนำรถไปจอดดักรอห่างจากบ้านพัก สส. ประมาณ 3 – 4 กม.ตั้งแต่เวลา 15.00 น.เพื่อรอเวลาลงมือกับเป้าหมาย..
และเมื่อรถของ สส. ขับผ่านจุดซุ่ม ผู้ก่อเหตุได้ขับรถสะกดรอยตาม เมื่อสบโอกาสใช้อาวุธปืนยิงถล่ม จากนั้นขับรถหลบหนีไปทิ้งไว้ที่อู่ซ่อมรถในอำเภอตากใบ เพื่อรื้อชำแหละทำลายหลักฐาน ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้รวบรวมพยานหลักฐาน นำสู่การออกหมายจับผู้ร่วมขบวนการทั้ง 5 ราย ประกอบด้วย คนชี้เป้าที่สนามบินหาดใหญ่, นายสมพร รังเดช ผู้ประสานงานและจัดหาทีมยิงรวมถึงอาวุธปืน (ปัจจุบันให้การปฏิเสธ มีประวัติพัวพันคดีจ้างวานฆ่าที่ จ.ระนอง ปี 2557), คนขับรถก่อเหตุ (ถูกควบคุมตัวและให้การรับสารภาพแล้ว) และทีมมือปืน 2 รายคือ นายธนพัฒน์ และนายวิโรจน์ (อยู่ระหว่างหลบหนี) ล่าสุด รายที่ 6 คือเจ้าของอู่รถที่ตากใบ ให้การรับสารภาพว่ารับจ้างชำแหละรถจริง


“แม้ผู้ประสานงานหลักจะปฏิเสธ แต่เจ้าหน้าที่มีพยานหลักฐานแน่นหนา ทั้งผลตรวจเขม่าและปลอกกระสุนที่ตรงกับอาวุธปืนที่ใช้ก่อเหตุ รวมถึงหลักฐานจากกล้องวงจรปิด (CCTV) ที่บันทึกภาพรถยนต์ตั้งแต่ช่วงก่อเหตุจนถึงอู่ชำแหละ ซึ่งสอดคล้องกับชิ้นส่วนรถที่ถูกแยกส่วนได้อย่างชัดเจน ส่วนกรณีรถที่ใช้ก่อเหตุพบว่าเป็นรถยนต์ราชการใช้งานนอกแบบ (ไม่มีโลโก้หน่วยงาน) โดยเจ้าหน้าที่รัฐผู้ครอบครองได้ให้เพื่อนยืมไป และมีการยืมต่อกันมาจนถึงกลุ่มผู้ก่อเหตุ เบื้องต้นยังไม่พบความเชื่อมโยงว่าเจ้าหน้าที่รัฐมีส่วนรู้เห็นกับการสังหาร แต่จะมีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยแยกไปอีกส่วนหนึ่ง” ผู้บังคับการสืบสวนสอบสวน จชต. แจงละเอียดยิบ
ทางด้าน นายบุญช่วย หอมยามเย็น ผวจ.นราธิวาส ในฐานะ ผอ.รมน.จ.นราธิวาส เผยว่า “ผมตั้งกรรมการสอบแล้ว จะรู้หรือไม่รู้ว่าเพื่อนเอาไปใช้ก่อเหตุ แต่คนให้ยืมผิดตั้งแต่แรก เพราะรถหลวงให้ใช้ในราชการเท่านั้น เอาไปใช้ส่วนตัวยังผิดเลย รับรายงานจาก รอง ผอ.รมน.ฝ่ายทหารว่านายทหารรายนี้เอารถไปให้คนอื่นใช้ ซึ่งผมได้รายงานตรงถึงแม่ทัพภาคที่ 4 ว่าการอนุญาติให้ใช้รถไม่ถูกต้อง..
หลายคนที่โดนกัน ปปช. และ สตง.เข้มงวดเรื่องนี้มาก ถึงขั้นผิดวินัยร้ายแรง มี 2 สถานคือ ปลดออกและไล่ออก ปลดออกคือได้รับบำเหน็จบำนาญ แต่ไล่ออกไม่ได้รับ”
อย่างไรก็ตาม นาวาเอก ยุทธนา สระดี รอง ผอ.รมน.จ.นราธิวาส (ฝ่ายทหาร) ได้มอบหมายให้แต่ละนายดูแลรับผิดชอบในด้านต่างๆ ซึ่งผู้ควบคุมรถของหน่วยฯ คือ “นาวาเอก มนตรี โตประเสริฐ” (โต) หน.กบค – กบ.กอ.รมน.จ.นราธิวาส ที่ต้องชี้แจงข้อเท็จจริงได้ ขณะนี้มีรายงานว่า ผลการสอบสวนของตำรวจ ได้นำมาประกอบการพิจารณาในการลงโทษทางวินัย


สำหรับ “ผู้ออกใบสั่ง” รวมทั้งปมสั่งเก็บนั้น แหล่งข่าวระดับผู้บังคับบัญชาวงการตำรวจ เผยว่า ยังอยู่ระหว่างการสอบปากคำ ซึ่งยังไปไม่ถึงจุดนั้น เพราะผู้ต้องหาคนสำคัญยังไม่ให้การพาดพิงถึง แต่เชื่อว่าเป็นระดับบิ๊กๆ ส่วนจะเป็นเหตุความมั่นคงหรือการเมือง ยังไม่สามารถระบุได้

“ทีมข่าวนราธิวาส” รายงาน

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *