ศาลจังหวัดจับมือศาลแขวงกระบี่ทำบุญทางศาสนาวันสถาปนาศาลยุติธรรมครบ 144 ปี

ศาลจังหวัดจับมือศาลแขวงกระบี่ทำบุญทางศาสนาวันสถาปนาศาลยุติธรรมครบ 144 ปีน้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2569 เวลา 08.15 นาฬิกา ที่ห้องประชุมชั้น 2 อาคารศาลจังหวัดกระบี่ ถนนเจ้าฟ้า เขตเทศบาลเมืองกระบี่ ตำบลปากน้ำ อำเภอเมืองกระบี่ จังหวัดกระบี่ นายธวัตชัย พลายด้วง ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดเวียงสระ ช่วยทำงานชั่วคราวในตำแหน่งผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดกระบี่ และนายวงศพัทธ์ วัชนะจำนงค์ ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลแขวงจังหวัดกระบี่ ร่วมเป็นประธานในพิธีทำบุญทางศาสนาพุทธ โดยเชิญพระภิกษุสงฆ์ จำนวน 9 รูป เจริญพระพุทธมนต์ เนื่องในวันสถาปนาศาลยุติธรรม ครบ 144 ปี ตรงกับวันที่ 21 เมษายน ของทุกปี เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลและน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระผู้ทรงมีบทบาทในการวางรากฐานระบบการศาลยุติธรรม โดยมีผู้พิพากษาศาลสมทบ ข้าราชการฝ่ายตุลาการ นักกฎหมายหรือทนายความ หัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้องกับขบวนการยุติธรรม ผู้ประนีประนอม และนายอังกูร ศีลาเทวากูล ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ เข้าร่วมในพิธี โดยมีกิจกรรมในวันดังกล่าวได้แก่ การบริจาคโลหิตให้กับเหล่ากาชาดจังหวัดกระบี่ การให้ความรู้ด้านกฎหมายแก่นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายและนักศึกษา การปลูกต้นไม้ การแข่งขันวอลเลย์บอล การแข่งขันเปตอง และการแข่งขันกีฬามหาสนุกโดยวันสถาปนาศาลยุติธรรมเกิดขึ้นในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น มีอยู่มากมายหลายศาลกระจายกันอยู่ตามกระทรวงกรมต่างๆ และมีหน้าที่พิจารณาพิพากษาคดีต่างพระเนตรพระกรรณแทนพระมหากษัตริย์ ต่อมาเมื่อบ้านเมืองมีการเปลี่ยนแปลงมากขึ้น มีการติดต่อกับชาวต่างชาติลัทธิชาวตะวันตกได้แผ่ขยายเข้ามา ทำให้ระบบการศาลไทยมีการเปลี่ยนแปลงมิฉะนั้นอาจเป็นเหตุที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งกับชาติตะวันตกได้ จึงมีการปฏิรูประบบการศาลไทยขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงมีบทบาทในการวางรากฐานระบบการศาลยุติธรรม โดยได้รวมศาลที่กระจัดกระจายอยู่ตามกระทรวงกรมต่างๆให้มารวมไว้ในที่แห่งเดียวกัน เพื่อให้การพิจารณาพิพากษาคดีดำเนินไปด้วยความรวดเร็วถูกต้องเหมาะสมไม่ทำให้ราษฎรเดือดร้อน และในโอกาสที่กรุงเทพมหานครมีอายุครบ 100 ปี ซึ่งตรงกับวันที่ 21 เมษายน 2425 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินทางขบวนพยุหยาตรา มาวางศิลาก่อพระฤกษ์อาคารศาลสถิตยุติธรรม และทรงโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้จารึกพระราชปรารภในการจัดตั้งศาลยุติธรรมไว้ในแผ่นเงิน ซึ่งเรียกว่าหิรัญบัตร มีความกว้าง 9.5 เซ็นติเมตร .ยาว 37.2 เซนติเมตร จำนวน 4 แผ่น ฝังอยู่ใต้อาคารศาลสถิตยุติธรรมบนแผ่นเงินจารึก ด้วยอักษรไทยที่สวยงามและทรงคุณค่ามากแสดงให้เห็นถึง พระบรมราโชบายในการปกครองแผ่นดินว่ามีพระราชประสงค์ให้ตั้งศาลขึ้นเพื่อทำหน้าที่วินิจฉัยชี้ขาดอรรถคดี ทรงเล็งเห็นว่าบ้านเมืองจะอยู่ด้วยความสงบสุขร่มเย็นต้องอาศัยการศาลเป็นสำคัญ จึงทรงจัดระบบกฎหมายและระเบียบทางการศาลขึ้นใหม่ เพื่อให้เป็นที่ยอมรับของชาติตะวันตก โดยมีกรมหลวงพิชิตปรีชากรและพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ เป็นกำลังสำคัญในการแก้ไขกฎหมายและปฏิรูประบบการศาลยุติธรรม ให้เจริญรุ่งเรืองเป็นที่ยอมรับของนานาอารยประเทศ ศาลจึงเป็นสถาบันที่ประสิทธิ์ประสาทความยุติธรรมให้แก่ประชาชนสืบมาตราบเท่าทุกวันนี้ และในโอกาสที่กรุงเทพมหานครครบรอบ 220 ปี ซึ่งตรงกับศาลยุติธรรมครบรอบ 120 ปี ในปี 2545 สำนักงานศาลยุติธรรมจึงร่วมกันจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ศาลไทยและหอจดหมายเหตุขึ้นเพื่อเป็นการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระมหากษัตริย์ไทยทุกพระองค์ ที่มีต่อศาลยุติธรรมจึงถือเอาวันที่ 21 เมษายนของทุกปีเป็นวันศาลยุติธรรม ต่อมาเมื่อปี 2478 ได้มีการประกาศใช้พระธรรมนูญศาลยุติธรรมแบ่งแยกงานศาลยุติธรรมออกต่างหากจากกันเป็นสองฝ่าย คืองานธุรการและงานตุลาการ โดยให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเป็นผู้รับผิดชอบงานธุรการ ส่วนงานตุลาการ คือการพิจารณาพิพากษาเป็นอำนาจของตุลาการโดยเฉพาะ นับแต่ตั้งกระทรวงยุติธรรมทำหน้าที่ดูแลรับผิดชอบงานธุรการของศาลยุติธรรมมาได้ 100 ปีเศษ จึงได้เกิดแนวความคิดที่จะแยกศาลยุติธรรมออกจากกระทรวงยุติธรรม เพื่อให้พ้นจากข้อระแวงสงสัยว่าศาลยุติธรรมอาจถูกแทรกแซงจากฝ่ายบริหาร และไม่มีอิสระในการพิจารณาพิพากษาคดี จนกระทั่งได้มีรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ปี 2540 แยกศาลยุติธรรมออกจากกระทรวงยุติธรรม บัญญัติให้ศาลยุติธรรมมีหน่วยงานธุรการของศาลยุติธรรมที่เป็นอิสระ ให้เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรมเป็นผู้บังคับบัญชาขึ้นตรงต่อ ประธานศาลฎีกาและพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการศาลยุติธรรม ปี 2543 มาตรา 5 บัญญัติให้มีสำนักงานศาลยุติธรรมเป็นส่วนราชการที่เป็นหน่วยงานอิสระ มีฐานะเป็นนิติบุคคล เมื่อกฎหมายดังกล่าวมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 20 สิงหาคม 2543 จึงถือว่าศาลยุติธรรมแยกออกจากกระทรวงยุติธรรม นับแต่นั้นเป็นต้นมา







