สว.เสนอแนวทางการจัดหางบประมาณช่วยคนรากหญ้าและกลุ่มเปราะบาง

” สว.เสนอแนวทางการจัดหางบประมาณช่วยคนรากหญ้าและกลุ่มเปราะบาง “นายกัมพล สุภาแพ่ง สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การเศรษฐกิจ การเงิน และการคลัง เปิดเผย เรื่อง: แนวทางการปรับโครงสร้างภาษีของประเทศไทย คณะกรรมาธิการการเศรษฐกิจ การเงิน และการคลัง วุฒิสภา ได้จัดทำรายงานการศึกษาว่าด้วย “แนวทางการปรับโครงสร้างภาษีของประเทศไทย” เพื่อเสนอแนวทางการปฏิรูประบบภาษีให้สอดคล้องกับบริบทเศรษฐกิจยุคใหม่ มุ่งสร้างความยั่งยืนทางการคลัง เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม สาระสำคัญของการศึกษา มีวัตถุประสงค์หลัก 3 ประการ ได้แก่ (1) วิเคราะห์และเปรียบเทียบโครงสร้างภาษีของไทยกับต่างประเทศ (2) รวบรวมข้อเท็จจริง ปัญหา และข้อเสนอแนะจากทุกภาคส่วน(3) เสนอแนวทางปรับโครงสร้างภาษีที่เหมาะสมในระยะยาวผลการศึกษา พบว่า โครงสร้างภาษีของไทยยังไม่ได้รับการปรับปรุงอย่างมีนัยสำคัญมาเป็นเวลานาน ส่งผลให้รายได้ภาครัฐไม่เพียงพอต่อรายจ่าย เกิดภาวะขาดดุลงบประมาณต่อเนื่อง โดยเฉลี่ยร้อยละ 4 ของ GDP สูงกว่ากรอบวินัยการคลัง อีกทั้งประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ซึ่งจะเพิ่มภาระงบประมาณด้านสวัสดิการอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ สัดส่วนรายได้ภาษีต่อ GDP ของไทยยังอยู่ในระดับต่ำ การจัดเก็บภาษีไม่ครอบคลุม และมีปัญหาการหลีกเลี่ยงภาษี รวมถึงข้อจำกัดขององค์กรจัดเก็บภาษีที่ยังขาดความคล่องตัวและประสิทธิภาพ แนวทางการปรับโครงสร้างภาษี (5 ด้านหลัก)1.นโยบายภาพรวม มุ่งเพิ่มศักยภาพทางการคลัง ผ่านการขยายฐานภาษีและเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บ โดยนำเทคโนโลยีสมัยใหม่และปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ รวมถึงปรับโครงสร้างองค์กรจัดเก็บภาษีให้มีความเป็นอิสระและโปร่งใส2.ภาษีฐานรายได้ (Income Base) ส่งเสริมให้ประชาชนเข้าสู่ระบบภาษีอย่างทั่วถึง เชื่อมโยงฐานข้อมูลกับระบบสวัสดิการ เพิ่มแรงจูงใจด้านการออม เสนอ 3 มาตรการสำหรับภาษีรายได้บุคคลธรรมดา ได้แก่ (1) ขยายอายุเกษียณเป็น 65 ปี(2) เพิ่มค่าลดหย่อนค่าใช้จ่ายเลี้ยงบุตรจาก 30,000 บาท เป็น 500,000 บาท/คน/ปี เพื่อจูงใจให้คนไทยมีบุตรและเลี้ยงดูอย่างมีคุณภาพ และ (3) ส่งเสริมการลงทุนรวมอีก 2 กองทุนคือ กองทุนรวมเพื่อการศึกษาบุตร และ กองทุนรวมเพื่อดูแลบุพการียามฉุกเฉิน เพื่อส่งเสริมการออมให้พึ่งพาตนเองในการดูแลครอบครัว และจัดเก็บภาษีจากธุรกิจออนไลน์โดยให้แพลตฟอร์มหักภาษีนำส่งสรรพากร (ใช้เป็นเครดิตภาษีได้) รวมถึงการเร่งการใช้งาน Global Minimum Tax 3.ภาษีฐานการบริโภค (Consumption Base) เสนอปรับอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) จากร้อยละ 7 เป็นร้อยละ 10 เพื่อรองรับภาระสวัสดิการในอนาคต พร้อมทั้งขยายการจัดเก็บภาษีให้ครอบคลุมธุรกิจทุกขนาด และจัดเก็บภาษีด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อม เช่น ภาษีคาร์บอน รวมถึงการบังคับใช้กฎหมายภาษีเดินทางออกนอกประเทศ สำหรับการขึ้น VAT 3% นี้ ไม่ใช่เอาเงินเข้าคลังแต่ช่วยแก้ปัญหาอัตราการออมเงินของคนไทยต่ำ ทำให้ขาดสภาพคล่องในครัวเรือนโดยเฉพาะเมื่อยามฉุกเฉิน โดยการโอนเงินส่วนนี้เข้าบัญชีของผู้เสียภาษีในรูปแบบ “กองทุนเงินออมบำนาญจากการบริโภค“ ทุกครั้งที่ใช้จ่าย เงิน VAT 3% นี้จะออมเข้าบัญชีแบบระบุชื่อทันที และเงินก้อนนี้จะให้รัฐบาลกู้โดยมีพันธบัตรค้ำประกันเพื่อนำไปเพิ่มเบี้ยยังชีพให้คนชราจาก 600 บาท เป็น 3,000 บาท ซึ่งจะทำให้กลุ่มเปราะบางสูงอายุ 13.8 ล้านคนมีกำลังซื้อทันที มีมูลค่ากว่า 4 แสนล้านบาท หรือ 2% ของ GDP โดยสรุปจะเกิดประโยชน์ได้ถึง 3 ทาง คือ (1) คนไทยมีบำนาญถ้วนหน้า (2) พลิกโฉมเบี้ยยังชีพคนชรา และ (3) สร้าง Multiplier Effect กระตุ้นเศรษฐกิจ4.ภาษีฐานทรัพย์สิน (Wealth Base) ปรับปรุงภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ภาษีมรดก และพัฒนากลไกบริหารทรัพย์สิน เช่น ระบบทรัสต์ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร5.บทบาทภาษีกับการพัฒนาท้องถิ่น เพิ่มอำนาจองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการจัดเก็บรายได้ พร้อมเสนอแนวคิด “Home Town Tax” เพื่อให้ประชาชนสามารถเลือกสนับสนุนท้องถิ่นที่ต้องการส่วนเป้าหมายสำคัญ การปรับโครงสร้างภาษีครั้งนี้มุ่งสร้างระบบภาษีที่ เป็นธรรมและทั่วถึง รองรับกับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางประชากรศาตร์ของประเทศ ได้แก่ สังคมสูงวัย เป็นต้น เป็นเครื่องมือช่วยให้ “คนไทยมีบำนาญทั่วหน้า” และ “กลุ่มเปราะบางสูงวัย มีสุขร่วมกัน” สนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ และรองรับเศรษฐกิจดิจิทัลและเศรษฐกิจสีเขียว เสริมความมั่นคงทางการคลังในระยะยาว ทั้งนี้ รายงานดังกล่าวจะถูกเสนอให้วุฒิสภาพิจารณา และส่งต่อไปยังคณะรัฐมนตรีเพื่อใช้ประกอบการกำหนดนโยบายด้านการคลังของประเทศต่อไปโดยสมาชิกวุฒิสภา เพียงแค่ศึกษาโครงสร้างภาษีเท่านั้น ส่วนการบริหารเป็นหน้าที่ของรัฐบาล จะไปดำเนินการอย่างไรนั้นทางสมาชิกวุฒิสภาไม่ได้เกี่ยวข้องใดๆ ภัทรพล พรมพัก สุพรรณบุรี





