ป.ป.ส. ภาค 2 บูรณาการกำลังร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและประชาชนในพื้นที่ ผุดโมเดล “จิตอาสาชุมชน” ลาดตระเวนปราบยาเสพติดชุมชนเนิน FM หวังแก้ปัญหาเรื้อรังกว่า 10 ปี

นายสราวุธ ภักดี ผู้อำนวยการสำนักงาน ป.ป.ส. ภาค 2 นำทีมเจ้าหน้าที่ ป.ป.ส. พร้อมด้วย ฝ่ายปกครอง ตำรวจ ทหาร กอ.รมน.จันทบุรี สาธารณสุข และเทศบาลเมืองจันทบุรี ลงพื้นที่ปฏิบัติการ ณ ชุมชนเนิน FM จังหวัดจันทบุรี จัดตั้งจุดตรวจและนำกำลังจิตอาสาร่วมลาดตระเวนเพื่อป้องปรามและกดดันการแพร่ระบาดของยาเสพติด

โดยนายสราวุธเปิดเผยว่า ชุมชนเนิน FM เป็นพื้นที่ที่มีการร้องเรียนเรื่องยาเสพติดและเผชิญปัญหาเรื้อรังมานานกว่า 10 ปี ทางหน่วยงานจึงได้ปรับเปลี่ยนแนวทางการทำงานใหม่ จากเดิมที่พึ่งพาเพียงเจ้าหน้าที่รัฐ เป็นการสนธิกำลังร่วมกับชุมชน โดยในช่วงเช้าของวันเดียวกัน ได้มีการจัดฝึกอบรมประชาชนจิตอาสาในพื้นที่จำนวน 25 คน เพื่อให้ความรู้ด้านระเบียบวินัย กฎหมายเบื้องต้น และยุทธวิธีการร่วมตรวจค้น ก่อนจะนำกำลังอาสาสมัครเหล่านี้ลงพื้นที่ลาดตระเวนและตั้งจุดตรวจจริงในหมู่บ้าน นอกจากนี้ นายสราวุธยังได้สะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบของยาเสพติดในมิติที่กว้างขึ้นว่า ยาเสพติดไม่เพียงแต่บั่นทอนสุขภาพของผู้เสพและเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติเท่านั้น

แต่ยังมีผลกระทบรุนแรงด้านเศรษฐกิจที่หลายคนมักมองข้าม เนื่องจากเงินที่ใช้ซื้อขายยาเสพติดภายในประเทศจะถูกระบายออกไปยังแหล่งผลิตในประเทศเพื่อนบ้าน ส่งผลให้เม็ดเงินหลายหมื่นล้านบาทต่อปีไม่เกิดการหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจของไทย จึงอยากฝากข้อคิดและขอความร่วมมือจากประชาชนให้ช่วยกันป้องกันปัญหานี้ เพื่อรักษาระบบเศรษฐกิจของประเทศ ด้านคุณวาสินี สิทธิเวช ประธานชุมชนที่ 14 เนิน FM และหนึ่งในแกนนำอาสาสมัครป้องกันยาเสพติดของชุมชน เปิดเผยถึงบทบาทของจิตอาสาว่า การทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่รัฐ ทั้งฝ่ายปกครอง ตำรวจ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ช่วยให้การคัดกรองมีประสิทธิภาพมากขึ้น

เนื่องจากคนในพื้นที่จะมีข้อมูลและทราบดีว่าบุคคลใดในชุมชนมีพฤติกรรมเกี่ยวข้องกับยาเสพติด ไม่ว่าจะเป็นผู้ค้าหรือผู้เสพ สำหรับการฝึกอบรมที่ได้รับนั้น ครอบคลุมไปถึงวิธีการสังเกตผู้ต้องสงสัย การเข้าชาร์จจับกุม และการตรวจค้นยานพาหนะ ซึ่งแม้หน้าที่หลักในการเข้าจับกุมจะเป็นของเจ้าหน้าที่ แต่ความรู้เบื้องต้นเหล่านี้จะช่วยให้อาสาสมัครสามารถทำงานสนับสนุนภาครัฐได้อย่างปลอดภัยและถูกวิธี สำหรับการดำเนินการกับผู้ต้องสงสัยนั้น หากกำลังเจ้าหน้าที่และอาสาสมัครตรวจพบและผลการตรวจเบื้องต้นพบสารเสพติด จะมีการส่งตัวเพื่อตรวจพิสูจน์อย่างละเอียดอีกครั้ง หากยืนยันผลว่ามีสารเสพติดในร่างกาย จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย อย่างไรก็ตาม หากผู้กระทำความผิดมีความตั้งใจและสมัครใจที่จะปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ก็จะถูกส่งตัวเข้าสู่กระบวนการบำบัดฟื้นฟูยาเสพติดต่อไป ซึ่งขั้นตอนทั้งหมดจะเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่ทางจังหวัดกำหนดไว้ สุภาพร นิยมกิจ ทีมข่าวจันทบุรี

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *