กรมทางหลวง จัดสัมมนาครั้งที่ 3 สรุปผลการศึกษา ปรับปรุง ทล. 323 ช่วงแยกหนองตะแครง-บ้านโป่ง ชูแผนขยายถนน 6 เลน เพิ่มประสิทธิภาพการคมนาคม สร้างความปลอดภัยการเดินทาง เพื่อส่งเสริมและกระตุ้นเศรษฐกิจ ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน

วันนี้ (12 พฤษภาคม 2569) ณ ห้องประชุมแม่กลอง โรงแรมไทยนำริเวอร์ไซต์ อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี นาย อัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดราชบุรี เขต 4 เป็นประธานเปิดการประชุมสรุปผลการศึกษาโครงการ (สัมมนาครั้งที่ 3) โครงการจ้างวิศวกรที่ปรึกษาสำรวจและออกแบบปรับปรุงและแก้ไขปัญหาการจราจร บนทางหลวงหมายเลข 323 ช่วงแยกหนองตะแครง-จุดตัดสะพานข้ามทางรถไฟ (กม.7+950) เพื่อนำเสนอข้อมูลรายละเอียดผลการศึกษาทุกด้าน

รวมทั้งมาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อมของโครงการ พร้อมรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะในการพัฒนาโครงการฯ จากทุกภาคส่วน โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานส่วนราชการ หน่วยงานรัฐวิสาหกิจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคธุรกิจเอกชน ภาควิชาการ และภาคประชาชนเข้าร่วมการประชุมในครั้งนี้ นำเสนอผลสรุปการศึกษาอย่างรอบด้านที่สอดคล้องกับหลักวิศวกรรม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม

เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเดินทางที่จะเชื่อมโยงกรุงเทพมหานคร ผ่านจังหวัดราชบุรี และกาญจนบุรี ไปสู่ด่านเจดีย์สามองค์บริเวณชายแดนเมียนมา ซึ่งในปัจจุบันกำลังประสบปัญหาคอขวดและการจราจรที่หนาแน่นจากการขยายตัวของเมืองและปริมาณรถที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แผนการปรับปรุงในครั้งนี้ครอบคลุมระยะทาง 7.95 กิโลเมตร ผ่านพื้นที่ 6 ตำบล ใน 2 อำเภอของจังหวัดนครปฐมและราชบุรี โดยสรุป รูปแบบถนนโครงการบนทางหลวงหมายเลข 323 จะปรับปรุงเป็นทางหลวงขนาด 4 ช่องจราจร 2 ช่องจราจรต่อทิศทาง กว้างช่องละ 3.50 เมตร ไหล่ทางกว้าง 2.75 เมตร แบ่งทิศทางการจราจรด้วยเกาะกลางแบบยก กว้าง 4.20 เมตร ทางเท้ากว้าง 2.65 เมตร ส่วนบริเวณทางแยกกระจับ ปรับปรุงสัญญาณไฟจราจรให้สอดคล้องกับสภาพการจราจรพร้อมกับระบบสาธารณูปโภคต่างๆ ทั้งนี้แนวเส้นทางโครงการฯ ยังผ่านทางแยกหัวโป่ง จากเดิมเป็นสี่แยกสัญญาณไฟจราจร จะทำการก่อสร้างสะพานข้ามแยกตามแนวคลองชลประทาน สะพานมีขนาด 2 ช่องจราจร (เลนสวน) ถนนระดับพื้นฝั่งสะพานจะมีขนาด 1 ช่องจราจร ส่วนฝั่งตรงข้ามจะมีขนาด 2 ช่องจราจร เดินรถสองทิศทาง แบ่งทิศทางด้วยเกาะกลางแบบตีสี พร้อมทางเท้ากว้าง 2.40 เมตรสำหรับตำแหน่งของจุดกลับรถ โครงการฯ ยังคงตำแหน่งจุดกลับรถเดิมไว้ ได้แก่ หน้าบริษัทนำเชา หน้าหมวดทางหลวงบ้านโป่ง หน้าอู่รถบัสก่อนถึงโลตัส บริเวณหน้าสถานีตรวจสอบน้ำหนัก และปรับปรุงจุดกลับรถใต้สะพานข้ามทางรถไฟด้วยการขยายช่องจราจรเพิ่มรัศมีวงเลี้ยวเพื่อรองรับรถบรรทุกขนาดใหญ่ให้สามารถสัญจรได้คล่องตัวขึ้น พร้อมทั้งยกเลิกตำแหน่งจุดกลับรถบริเวณแยกหัวโป่ง เพื่อลดกระแสจุดตัดของโครงการฯ รวมถึงดำเนินการติดตั้งสะพานลอยคนข้ามแห่งใหม่เพิ่มอีก 1 จุด บริเวณหน้าตลาดนัดคลองถม ซึ่งเป็นพื้นที่ประชาชนใช้สัญจรข้ามถนนไป-มา เพื่อเติมเต็มโครงข่ายความปลอดภัยเดิมที่มีอยู่บริเวณหน้าวัดจันทารามและอู่เฉลิมพงษ์นอกจากนี้ ได้พิจารณาออกแบบระบบไฟฟ้าแสงสว่าง ให้ครอบคลุมพื้นที่ถนนโครงการและบริเวณพื้นที่อื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับโครงการฯ โดยจะติดตั้งเสาไฟฟ้าแบบกิ่งคู่และกิ่งเดี่ยว ความสูง 9.00 เมตร และ 12.00 เมตร ส่วนบริเวณใต้สะพานจะติดตั้งไฟแบบ SOFFIT LIGHT ส่วนงานระบบระบายน้ำ ประกอบด้วย การออกแบบเป็นอาคารระบายน้ำตามขวาง (Cross Drain) จำนวน 5 แห่ง โดยคงของเดิมไว้จำนวน 1 แห่ง และปรับปรุงก่อสร้างใหม่ จำนวน 4 แห่ง เพื่อให้น้ำสามารถไหลผ่านคันทางได้อย่างเพียงพอ และการออกแบบอาคารระบายน้ำตามยาว (Side Drain) เนื่องจากปัจจุบันท่อใต้ทางเท้าเป็นลักษณะท่อกลมไม่เพียงพอต่อการใช้งาน จะปรับปรุงให้เป็นลักษณะท่อระบายน้ำสี่เหลี่ยมด้านข้างทั้งสองฝั่งของโครงการ ซึ่งจะพิจารณาประกอบร่วมกับตำแหน่งอาคารระบายน้ำของแนวถนนเดิมเพื่อใช้เป็นจุดที่ระบายน้ำออกจากพื้นที่ต่อไปขณะเดียวกัน งานสถาปัตยกรรม ของโครงการฯ ได้ยึดถือหลัก Universal Design หรืออารยสถาปัตยกรรม ให้มีความสวยงามทันสมัยและสอดคล้องกับลักษณะพื้นที่ รองรับการใช้งานของคนทุกกลุ่มได้อย่างเท่าเทียม โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของการสัญจรของผู้ขับขี่และคนเดินถนนให้มีความสัมพันธ์กับระยะมองเห็น และเลือกใช้ต้นไม้ที่สามารถบำรุงรักษาง่ายสอดคล้องกับสภาพภูมิประเทศ และภูมิอากาศ ควบคู่ไปกับมาตรการดูแลสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดถึง 4 ด้าน 21 ปัจจัย โดยจะมีการควบคุมฝุ่นละอองด้วยการฉีดพรมน้ำ ระหว่างก่อสร้าง การติดตั้งกำแพงกันเสียงในจุดที่จำเป็น และการวางระบบระบายน้ำใหม่พร้อมเครื่องสูบน้ำ เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมขังอย่างยั่งยืน รวมทั้งมีระบบรับเรื่องร้องเรียนที่กำหนดกรอบเวลาการแก้ไขภายใน 30 วัน และมาตรการความปลอดภัยในกรณีที่พบหลักฐานทางโบราณคดีที่อาจปรากฏขึ้นระหว่างการดำเนินงานทั้งนี้ เมื่อโครงการนี้ดำเนินการแล้วเสร็จ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเดินทางให้มีความคล่องตัวมากยิ่งขึ้น และจะเป็นฟันเฟืองสำคัญในการส่งเสริมการขยายตัวทางเศรษฐกิจ สนับสนุนภาคการท่องเที่ยว กระจายความเจริญสู่ภูมิภาค และยกระดับมาตรฐานการเดินทางของประชาชนให้มีความสะดวก ปลอดภัย และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนต่อไป. ทีมข่าว/จ.ราชบุรี

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *