ข่าว วัดใหม่สุคนธารามเตรียมจัดงาน “อัฏฐมีบูชา” ครั้งที่ 133

  วัดใหม่สุคนธาราม ต.วัดละมุด อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม เตรียมจัดงาน “อัฏฐมีบูชา” ครั้งที่ 133 ซึ่งปีนี้นายอาทร สูญจันทร์ นายก อบต.วัดละมุด ได้เตรียมกิจกรรมเซอร์ไพรส์ และความยิ่งใหญ่ อลังการกว่าทุกปีที่จัดมา โดยจะจัดขึ้นระหว่าวันที่ 6-8 มิ.ย.69
   ปีนี้นายอาทร สูญจันทร์ นายก อบต.วัดละมุด ได้กล่าวว่างาน “อัฏฐมีบูชา” ครั้งที่ 133 ที่จะจัดขึ้น ณ วัดใหม่สุคนธาราม ต.วัดละมุด อ.นครชัยศรี จะเป็นการจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ และอลังการกว่าทุกปีที่จัดมา รวมทั้งปีนี้จะมีเรื่องของเซอร์ไพรส์ดี ๆ ให้ได้อึ้งกันอีกด้วย โดยจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 6-8 มิ.ย.69 นี้ สำหรับงาน “อัฏฐมีบูชา” คือ เป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาวันหนึ่ง ซึ่งตรงกับวันแรม 8 ค่ำ เดือน 6 หรือวันแรม 8 ค่ำ แห่งเดือนวิสาขะ หรือ แรม 8 ค่ำ เดือน 7 ในปีอธิกมาส วันอัฐมีบูชา เป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาอีกวันหนึ่ง คือ เป็นวันถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระของพระพุทธเจ้า หลังจากเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานได้ 8 วัน คือหลังจากวันวิสาขบูชาแล้ว 8 วัน เป็นที่น่าเสียดายว่า วันอัฏฐมีบูชา นี้ ในเมืองไทยเรามักลืมเลือนกันไปแล้ว จะมีเพียงบางวัดเท่านั้น ที่จัดให้มีการประกอบกุศลพิธีในวันนี้คือ วันถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระ ซึ่งเป็นวันที่ถือกันว่าตรงกับวันถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระ สำหรับภาคกลางที่มีการจัดงาน “อัฏฐมีบูชา” จะมีที่เดียวคือ วัดใหม่สุคนธาราม ซึ่งประวัติความเป็นมาของวันอัฏฐมีบูชา คือ เมื่อวันเพ็ญ ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 ในพรรษาที่ 45 พระพุทธเจ้าได้ทรงประชวรหนัก ซึ่งเป็นเวลาก่อนที่พระองค์จะเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน ได้ทรงปลงมายุสังขาร โดยพระพุทธเจ้าตรัสเตือนภิกษุทั้งหลายว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลายอันว่าสังขารทั้งหลาย ย่อมมีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ทั้งหลายจงยังกิจทั้งปวงอันเป็นประโยชน์ของตน และประโยชน์ของผู้อื่นให้บริบูรณ์ด้วยความไม่ประมาท ให้ถึงพร้อมเถิด ความปรินิพพานแห่งตถาคต จักมีในไม่ช้า โดยล่วงไปอีกสามเดือนแต่นี้ ตถาคตก็จักปรินิพพาน ฯ” เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จปรินิพพานแล้ว 7 วัน มัลลกษัตริย์ แห่งนคร กุสินารา พร้อมด้วยประชาชน และพระสงฆ์ อันมีพระมหากัสสปเถระเป็นประธาน ได้พร้อมกันกระทำการถวายพระเพลิงพุทธสรีระ ณ มกุฏพันธนเจดีย์ กรุงกุสินารา เมื่อวันแรม 8 ค่ำ เดือน 6 และภายหลังจากการถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระแล้ว กษัตริย์และ ผู้ครองแคว้นต่าง ๆรวม 7 แคว้น ได้แก่ 1.พระเจ้าอชาตศัตรู เมืองมคธ 2.กษัตริย์ลิจฉวี เมืองเวสาลี 3.กษัตริย์ศากยะ เมืองกบิลพัสดุ์ 4.กษัตริย์ถูลี เมืองอัลกัปปะ 5.กษัตริย์โกลิยะ เมืองรามคาม 6.มหาพราหมณ์ เมืองเวฏฐทีปกะ และ 7.กษัตริย์มัลละ เมืองปาวา ได้ส่งทูตมาขอแบ่งพระบรมสารีริกธาตุ ตอนแรกพวกเจ้ามัลละ แห่งนครกุสินารา ไม่ยอมแบ่งให้จนเกือบจะเป็นชนวน ให้เกิดสงครามระหว่างพวกเจ้ามัลละกับกษัตริย์และพราหมณ์ทั้ง 7 แคว้นที่มาขอส่วนแบ่ง แต่เหตุการณ์ความขัดแย้งก็ระงับลงได้โดยมีพราหมณ์คนหนึ่งชื่อ “โทณะ” เข้ามาไกล่เกลี่ยข้อพิพาทระหว่างกษัตริย์ และพราหมณ์เหล่านั้น ความว่า “ดูกรท่านผู้เจริญทั้งหลาย ขอพวกท่านจงฟังคำอันเอกของข้าพเจ้าพระพุทธเจ้าของเรา ทั้งหลาย เป็นผู้กล่าวสรรเสริญขันติ การจะสับประหารกันเพราะส่วนพระสรีระ ของพระพุทธเจ้าผู้เป็นอุดมบุคคลเช่นนี้ไม่ดีเลย ขอเราทั้งหลายทั้งปวง จงยินยอมพร้อมใจยินดีแบ่งพระสรีระออกเป็นแปดส่วนเถิด ขอพระสถูปจงแพร่หลายไป ในทิศทั้งหลาย ชนผู้เลื่อมใสต่อพระพุทธเจ้าผู้มีพระจักษุมีอยู่มาก ฯ” ด้วยวาทะของโทณะพราหมณ์ ทำให้มัลละกษัตริย์ยอมปรองดองกับกษัตริย์และพราหมณ์ โดยตกลงกันให้โทณะพราหม์เป็นผู้จัดการแบ่งพระบรมสารีริกธาตุให้แก่แคว้นต่าง ๆ โดยเท่ากัน ซึ่งโทณะพราหมณ์ได้รับทะนานทอง ที่ใช้ในการตวงพระบรมสารีริกธาตุไว้เป็นที่ระลึก ฯลฯ

ผู้สื่อข่าว นายพิสิษฐ์ ปานวณิชยกิจ (22 พ.ค.69)
ผู้ช่วยผู้สื่อข่าว น.ส.ศิวาพร ศรีศิวานุวัฒน์ (จ.นครปฐม)

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *