เจริญพระพุทธมนต์ทำบุญตักบาตรถวายพระกุศลฉลองพระชนมายุครบ 99 พรรษาสมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปริณายกและถวายพระกุศลพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา

เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2569 เวลา 07.00 นาฬิกา ที่บริเวณลานพระอุโบสถวัดแก้วโกรวารามพระอารามหลวงจังหวัดกระบี่ ถนนคงคา เขตเทศบาลเมืองกระบี่ ตำบลปากน้ำ อำเภอเมืองกระบี่ จังหวัดกระบี่ นายอังกูร ศีลาเวากูล ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ เป็นประธานฝ่ายบรรพชิต และเป็นประธานในพิธีเจริญพระพุทธมนต์และทำบุญตักบาตรข้าวสารอาหารแห้งพร้อมน้ำดื่ม ถวายพระราชกุศลเนื่องในโอกาสฉลองพระชนมายุครบ 99 พรรษา สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปริณายก 26 มิถุนายน 2569 และถวายพระกุศลแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชราชธิดา โดยมีพระราชสุทธิวิมล เจ้าคณะจังหวัดกระบี่ และเจ้าอาวาสวัดกระบี่น้อย เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ พร้อมด้วยคณะสงฆ์ ข้าราชการพลเรือน ข้าราชการตุลาการ หัวหน้าส่วนราชการ ทหาร ตำรวจ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พนักงานรัฐวิสาหกิจ ภาคเอกชน กลุ่มพลังมวลชน และประชาชนทุกหมู่เหล่า เข้าร่วมในพิธีเพื่อแสดงความจงรักภักดีน้อมรำลึกถึงในพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้นหาที่สุดมิได้ ด้วยสมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปริณายก ทรงปฏิบัติพระกรณียกิจเผยแผ่ และจรรโลงพระพุทธศาสนาให้กว้างขวางแพร่หลายและมั่นคง พุทธศาสนิกชนจึงมีความเลื่อมใสศรัทธา ทั้งมีพระจริยวัตรที่ทรงมีความสมถะ เรียบง่าย เคร่งครัดในพระธรรมวินัย และมีพระเมตตาสูง
สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ หรืออัมพร อมฺพโร พระนามเดิม อัมพร ประสัตถพงศ์ ประสูติ 26 มิถุนายน 2470 เป็นสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก พระองค์ที่ 20 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ และเป็นสมเด็จพระสังฆราชพระองค์แรกในสมัยพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว และประธานกรรมการมหาเถรสมาคม ตั้งแต่วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2560 ในรัชกาลที่ 10 และวันที่ 26 มิถุนายน 2560 พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดพระราชทานถวายพัดแฉกงาพิเศษประดับพลอย เป็นราชสักการะและพระเกียรติยศพิเศษ นับเป็นสมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ 7 และสมเด็จพระสังฆราชจากสามัญชนพระองค์ที่ 3 ที่ทรงได้รับเป็นพระเกียรติยศอย่างสูงในประวัติศาสตร์แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ พระองค์ทรงเติบโตในครอบครัวชาวพุทธสามัญชนที่อำเภอเมืองราชบุรี จังหวัดราชบุรี ทรงมีความมุ่งมั่นในการศึกษาพระธรรมวินัยและพระไตรปิฎกอย่างลึกซึ้ง ผ่านการศึกษาพระปริยัติธรรมในฝ่ายธรรมยุติกนิกาย และดำรงชีพตามแนวทางพระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัด ปัจจุบันทรงดำรงตำแหน่งสำคัญหลายประการ เช่น เจ้าอาวาสวัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร เจ้าคณะใหญ่คณะธรรมยุต และแม่กองงานพระธรรมทูต พระองค์ยังมีบทบาทสำคัญในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงดำรงตำแหน่งนายกสภามหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย
พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2560 และเสด็จพระราชดำเนินไปในการพระราชพิธีสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดารามในพระบรมมหาราชวัง เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569
สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ มีพระนามเดิมว่า อัมพร ประสัตถพงศ์ ประสูติวันอาทิตย์ที่ 26 มิถุนายน 2470 ตรงกับแรม 12 ค่ำ เดือน 7 ปีเถาะ ณ บ้านเลขที่ 28 หมู่ที่ 1 ตำบลบางป่า อำเภอเมืองราชบุรี จังหวัดราชบุรี พระชนกมีนามว่า นับ ประสัตถพงศ์ สกุลเดิมแซ่ตั๊ง เป็นผู้มีเชื้อสายจีนแต้จิ๋ว ประกอบอาชีพค้าขาย ส่วนพระชนนีมีนามว่า ตาล ประสัตถพงศ์ สกุลเดิมวรกี เป็นสตรีชาวไทยเชื้อสายพื้นเมือง ครอบครัวมีฐานะปานกลางมีวิถีชีวิตเรียบง่ายตามขนบธรรมเนียมของชาวราชบุรี ในช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง ทั้งสองมีบุตรธิดารวม 9 คน โดยสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณเป็นบุตรคนที่ 2 พี่น้องตามลำดับได้แก่ สุนีย์ บูรพาพร สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สุมนรัตน์ อ่อนโยน พระพรหมมงคลวัชราจารย์ ไสว วฑฺฒโน ซึ่งดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 14 – 15 สายธรรมยุต และเจ้าอาวาสวัดศรีสุริยวงศารามวรวิหาร เพ็ญศรี วิเชียรทอง สวัสดิ์ ประสัตถพงศ์ สุนันท์ ประสัตถพงศ์ เตือนจิตต์ มิ่งคำเลิศ และพิณรัตน์ เปี่ยมราศีสกุล
ด้วยความที่ครอบครัวมีบุตรมาก และต้องการแบ่งเบาภาระในการดูแล พระองค์จึงได้รับการอุปการะในช่วงต้นวัยจาก นาวาอากาศโท ทรัพย์ วรกี ลุงฝ่ายมารดา ซึ่งรับราชการทหารในกองทัพอากาศไทยประจำอยู่ที่จังหวัดลพบุรี ทำให้พระองค์ได้ย้ายไปพำนักและเข้ารับการศึกษาระดับประถมศึกษาปีที่ 1 ณ โรงเรียนเทวานุเคราะห์ กองบินน้อยที่ 4 ตำบลโคกกะเทียม อำเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี ต่อมาเมื่อสำเร็จการศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 พระองค์ได้ย้ายกลับมายังบ้านเกิด เพื่อศึกษาต่อ ณ โรงเรียนประชาบาลวัดพเนินพลู ซึ่งตั้งอยู่ในตำบลบางป่า อำเภอเมืองราชบุรี จังหวัดราชบุรี จนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ในปี 2480 เมื่อปี 2483 พระองค์ทรงบรรพชาเป็นสามเณร ณ วัดสัตตนารถปริวัตรวรวิหาร ตำบลหน้าเมือง อำเภอเมืองราชบุรี จังหวัดราชบุรี โดยมีพระธรรมเสนานี เงิน นนฺโท เป็นพระอุปัชฌาย์ แล้วย้ายไปอยู่วัดตรีญาติเพื่อศึกษาพระปริยัติธรรม โดยมีพระครูศรีธรรมานุศาสน์ โสตถิ์ สุมิตฺตเถร เป็นพระอาจารย์คอยอบรมพระธรรมวินัย ต่อมาได้ทรงเข้าพิธีอุปสมบทเป็นพระภิกษุ วันที่ 9 พฤษภาคม 2491 ณ พระอุโบสถ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร โดยมีสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงชินวราลงกรณ เมื่อครั้งทรงดำรงสมณศักดิ์ที่พระเทพโมลี เป็นพระอุปัชฌาย์ และสมเด็จพระพุทธปาพจนบดี ทองเจือ จินฺตากโร เมื่อครั้งดำรงสมณศักดิ์ที่พระจินดากรมุนี เป็นพระกรรมวาจาจารย์
ขณะจำพรรษาที่วัดตรีญาติ ตำบลพงสวาย สามเณรอัมพร ประสัตถพงศ์ สามารถสอบได้นักธรรมชั้นตรีปี 2483 สอบได้นักธรรมชั้นโทในปีต่อมาถึงปี 2486 สามารถสอบได้นักธรรมชั้นเอกและเปรียญธรรม 3 ประโยค และสอบได้เปรียญธรรม 4 ประโยค ในปี 2488
เมื่อปี 2490 ทรงย้ายมาอยู่จำพรรษา ณ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม โดยสมเด็จพระพุทธปาพจนบดี ทองเจือ จินฺตากโร เมื่อครั้งดำรงสมณศักดิ์ที่พระจินดากรมุนี นำมาฝากกับสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงชินวราลงกรณ เมื่อครั้งทรงดำรงสมณศักดิ์ที่พระเทพโมลี และภายหลังทรงอุปสมบท พระองค์ได้ทรงศึกษาพระปริยัติธรรมต่อในสำนักเรียนวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม จนถึงปี 2491 สามารถสอบได้เปรียญธรรม 5 ประโยค ปี 2493 สามารถสอบได้เปรียญธรรม 6 ประโยค หลังเป็นเปรียญ 5 ประโยค พระองค์ได้ศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย เป็นนักศึกษารุ่นที่ 5 จบศาสนศาสตรบัณฑิตในปี 2500 และทรงเดินทางไปศึกษาต่อระดับปริญญาโท ณ มหาวิทยาลัยพาราณสี ประเทศอินเดีย จบการศึกษาเมื่อปี 2512 ด้านประวัติศาสตร์และโบราณคดี ปี 2552 สภามหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย ถวายศาสนศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาพุทธศาสตร์ ปี 2553 สภามหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ถวายปริญญาพุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาธรรมนิเทศ


