นครนายก : รมว.ศึกษาธิการ เปิดเวทีเสริมศักยภาพผู้บริหารสถานศึกษา ขับเคลื่อนอาชีวศึกษาไทยสู่ความสำเร็จ

5 สิงหาคม 2569 ที่โรงแรมภูสักธาร รีสอร์ท ตำบลหินตั้งอำเภอเมืองนครนายกจังหวัดนครนายก นายธนวัฒน์ ปิ่นแก้ว รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครนายก พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการสังกัดกระทรวงศึกษาธิการในพื้นที่จังหวัดนครนายก ร่วมต้อนรับนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในโอกาสเดินทางมาเป็นประธานเปิดโครงการเสริมสร้างศักยภาพการบริหารสถานศึกษา สำหรับผู้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสถานศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา พร้อมกล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “ขับเคลื่อนทิศทางอาชีวศึกษาไทยสู่การพัฒนากำลังคนสมรรถนะสูงของประเทศ” ในการนี้นายวัลลภ รุจิรากร เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายอุทัย ทัพอาสา ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษาพร้อมด้วยผู้บริหารสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาจากทั่วประเทศ เข้าร่วมกิจกรรมโดยพร้อมเพรียงกัน


โอกาสนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้กล่าวถึงความสำคัญของการเร่งพัฒนากำลังคนของประเทศให้สอดคล้องกับความต้องการของระบบเศรษฐกิจ โดยปัจจุบันสัดส่วนนักเรียนสายสามัญต่อสายอาชีพอยู่ที่ประมาณ 70 ต่อ 30 ขณะที่เป้าหมายกำลังคนที่ประเทศต้องการอยู่ที่ 45 ต่อ 55 ประกอบกับภาคอุตสาหกรรมมีความต้องการกำลังคนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) และประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) เป็นจำนวนมาก จึงจำเป็นต้องเร่งยกระดับทักษะของผู้เรียนสายอาชีพให้ได้มาตรฐานและตอบโจทย์ความต้องการของตลาดแรงงานพร้อมเน้นย้ำว่า “อาชีวศึกษาไทยต้องไม่เป็นเพียง “ทางเลือก” แต่ต้องเป็น “ทางลัดสู่ความสำเร็จ” ภายใต้โยบาย “ได้งาน ได้เงิน ได้วุฒิ ให้เป็นมาตรฐาน” มุ่งส่งเสริมการเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติงานจริง ควบคู่กับการพัฒนาทักษะวิชาชีพ เพื่อให้ผู้เรียนมีสมรรถนะที่ตรงกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม และสามารถก้าวเข้าสู่ตลาดแรงงานได้อย่างมั่นคง สำหรับแนวทางการขับเคลื่อนอาชีวศึกษาได้กำหนดประเด็นสำคัญได้แก่ การยกระดับอาชีวศึกษาไทยสู่มาตรฐานสากล การนำระบบทวิภาคีมาใช้อย่างจริงจัง โดยพัฒนามาตรฐานสมรรถนะวิชาชีพร่วมกับภาคอุตสาหกรรม กำหนดมาตรฐานชั่วโมงฝึกปฏิบัติงานและระบบครูฝึกหรือพี่เลี้ยงอย่างเป็นรูปธรรม รวมทั้งสร้างแรงจูงใจให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาผู้เรียนอย่างแท้จริงอีกทั้งยังมุ่งพัฒนาระบบฝึกงานและระบบพี่เลี้ยงวิชาชีพ หรือ Apprenticeship ให้มีมาตรฐาน โดยเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้สะสมประสบการณ์จากการทำงานจริงอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการดูแลด้านความปลอดภัยและสวัสดิภาพอย่างเหมาะสม พร้อมเชื่อมโยงทักษะและประสบการณ์เข้าสู่ระบบธนาคารหน่วยกิต หรือ Credit Bank เพื่อให้สามารถนำไปเทียบโอนหน่วยกิตและศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้นได้ นอกจากนี้ รมว.ศธ. ได้เน้นย้ำถึงบทบาทสำคัญของ “ผู้อำนวยการสถานศึกษา” ในการนำนโยบายด้านการศึกษาไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม โดยขอให้ผู้บริหารสถานศึกษากำหนดวิสัยทัศน์และแผนปฏิบัติการที่ชัดเจน ยกระดับมาตรฐานการจัดการศึกษา พัฒนาระบบทวิภาคีและการฝึกงานให้มีคุณภาพ ตลอดจนสร้างความร่วมมือกับสถานประกอบการและหน่วยงานด้านแรงงานในพื้นที่ เพื่อผลิตกำลังคนที่มีทักษะตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน โดยเฉพาะในสาขาที่มีความต้องการสูง อาทิ ยานยนต์ไฟฟ้า เทคโนโลยีดิจิทัล และสมาร์ทโลจิสติกส์ เพราะกระทรวงศึกษาธิการมีความมุ่งมั่นที่จะเชื่อมโยงการศึกษา การพัฒนาทักษะ และการจ้างงานเข้าด้วยกันอย่างไร้รอยต่อ โดยบูรณาการความร่วมมือกับกระทรวงแรงงาน มุ่งพัฒนาหลักสูตรให้สอดคล้องกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม ส่งเสริมการเรียนควบคู่กับการทำงาน และสนับสนุนผู้เรียนให้สามารถ “เรียนไปด้วย มีงานทำ มีรายได้” พร้อมทั้งดูแลกลุ่มเด็กที่มีความเสี่ยงหลุดออกจากระบบการศึกษา ภายใต้นโยบาย “Thailand Zero Dropout”
นพพร ชูทรัพย์
จ.นครนายก

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *