เปิดใจ “บอย ไนน์ แทมมะรินด์” ลั่นวิกฤตมะขามหวานหนักกว่าโควิด หวั่น GI เพชรบูรณ์เหลือแค่ “ตำนาน”

เพชรบูรณ์ – เวที “สภากาแฟสื่อเดินหน้าสัญจร” เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2569 ที่ร้าน ไนน์ แทมมะรินด์ อำเภอเมืองเพชรบูรณ์ เปิดวงสนทนาเศรษฐกิจท้องถิ่นในประเด็น “วิกฤตมะขามหวานเพชรบูรณ์” โดย นายชัยวัฒน์ ศรีเทศ (บอย) กรรมการผู้จัดการบริษัท ไนน์ แทมมะรินด์ จำกัด ผู้ประกอบการแปรรูปมะขามหวานพรีเมียมรายใหญ่ เจ้าของแบรนด์ “ไนน์ แทมมะรินด์” และผู้ประกอบการล้งรับซื้อมะขามในจังหวัด ออกมาเปิดใจถึงสถานการณ์ที่เรียกว่า “หนักที่สุดยิ่งกว่าช่วงโควิด” โดยนายชัยวัฒน์กล่าวว่า อุตสาหกรรม มะขามหวานเพชรบูรณ์ ซึ่งเป็นสินค้า สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) และเป็นพืชเศรษฐกิจที่เป็นสัญลักษณ์ของจังหวัด กำลังเผชิญแรงกดดันพร้อมกันตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ จนถึงปลายน้ำ หากปล่อยไว้โดยไม่มีมาตรการรองรับ อนาคตอาจเหลือเพียงชื่อในความทรงจำ
นายชัยวัฒน์ระบุว่า ปัจจุบันมี กลุ่มทุนต่างชาติที่อาศัยคนไทยเป็นตัวแทนในการทำธุรกรรม (นอมินี) เข้ามากว้านซื้อสวนมะขามแบบจ่ายเงินสดล่วงหน้า โดยเฉพาะพื้นที่สวนที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ ส่งผลให้เกิดการซื้อขายเปลี่ยนมือโดยตรง และทำให้ผู้ประกอบการท้องถิ่นแข่งขันด้านเงินทุนได้ยาก พร้อมเรียกร้องให้หน่วยงานรัฐเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเส้นทางการเงินและการใช้นอมินีอย่างจริงจัง เขากล่าวว่า เมื่อวัตถุดิบถูกดึงออกจากระบบ โรงงานแปรรูปและห้องเย็นในจังหวัดจึงขาดแคลนผลผลิตต่อเนื่อง ขณะที่มะขามที่เหลือในตลาดมีคุณภาพลดลง ทั้งฝักเล็กและรสชาติไม่สม่ำเสมอ จนกระทบต่อการผลิตสินค้าพรีเมียม และอีกปัญหาคือ การขาดแคลนแรงงานเก็บเกี่ยว เนื่องจากต้นมะขามมีความสูงและมีความเสี่ยงในการปีนเก็บ ทำให้เกษตรกรจำนวนหนึ่งตัดสินใจขายเหมาสวน ส่งผลกระทบต่อชาวบ้านที่เคยมีรายได้จากการแกะเปลือกและแกะเมล็ดมะขาม ซึ่งหลายร้อยคนต้องสูญเสียงาน


ในระดับกลางน้ำ นายชัยวัฒน์กล่าวว่า ผู้ประกอบการยังต้องแบกรับต้นทุนคงที่ ทั้งค่าไฟฟ้า ค่าขนส่ง ค่าแรง และราคาวัตถุดิบที่สูงขึ้น นอกจากนี้ การตรวจวิเคราะห์มาตรฐานอาหาร ทั้งการตรวจเชื้อ จัดทำข้อมูลโภชนาการ และการตรวจคุณภาพต่าง ๆ ยังต้องส่งไปตรวจยังกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ทำให้มีค่าใช้จ่ายและใช้เวลานาน”หลายครั้งต้องยอมปฏิเสธคำสั่งซื้อจากห้างสรรพสินค้าชั้นนำ เพราะไม่ต้องการลดมาตรฐานของแบรนด์ที่สร้างมากับมือ” นายชัยวัฒน์กล่าว ทั้งนี้เพื่อรักษาการจ้างงานและประคองธุรกิจ บริษัทจึงหันไปพัฒนาสินค้าใหม่และบริการด้านสุขภาพ เช่น ห้องเกลือหิมาลายัน, การแปรรูปมะพร้าวฟรีซดราย, อินทผลัมและไวน์อินทผลัม, แครกเกอร์ไส้มะขามกวน, เส้นผัดไทยจากแป้งเม็ดมะขาม เพื่อสร้างรายได้ทดแทนในช่วงที่ตลาดมะขามเผชิญความผันผวน


นายชัยวัฒน์เสนอให้ภาครัฐเร่งดำเนินมาตรการทั้งระบบ โดยต้นน้ำถ่ายทอดองค์ความรู้ตัดแต่งกิ่งทำต้นเตี้ย, สนับสนุนเครื่องมือตรวจความสุก, จัดหาแรงงานเก็บเกี่ยว, สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำผ่าน ธ.ก.ส. สำหรับกลางน้ำ Soft Loan เพิ่มสภาพคล่องผู้ประกอบการ, สนับสนุนค่าตรวจมาตรฐานอาหาร, ผลักดันมหาวิทยาลัยราชภัฏในพื้นที่พัฒนาห้องปฏิบัติการมาตรฐาน ISO เพื่อเป็นศูนย์ตรวจวิเคราะห์อาหารในภูมิภาค และปลายน้ำ เจรจาลดค่าแรกเข้าห้างสำหรับสินค้า OTOP, พัฒนาแพลตฟอร์มตลาดออนไลน์ของไทย และปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งของจังหวัด พร้อมทั้งเรียกร้องให้รัฐตรวจสอบการใช้นอมินีและเส้นทางการเงินของกลุ่มทุนต่างชาติอย่างจริงจัง เพื่อป้องกันการผูกขาดสินค้าเกษตรไทย หากพบการกระทำที่ผิดกฎหมายให้ดำเนินการตามกฎหมาย
ทั้งนี้นาบชัยวัฒน์กล่าวทิ้งท้ายว่า หากทุกฝ่ายยังเพิกเฉยต่อปัญหาที่เกิดขึ้น มะขามหวานเพชรบูรณ์ ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจ GI และอัตลักษณ์สำคัญของจังหวัด อาจเดินซ้ำรอยสินค้าเกษตรชื่อดังหลายชนิดที่เหลือเพียงชื่อในประวัติศาสตร์ “วันนี้ไม่ใช่แค่ธุรกิจของผม แต่คืออนาคตของทั้งห่วงโซ่มะขามหวานเพชรบูรณ์ ตั้งแต่เกษตรกร คนงานในชุมชน โรงงานแปรรูป จนถึงตลาดปลายน้ำ หากไม่เร่งแก้ไข วันหนึ่งมะขามหวานเพชรบูรณ์อาจเหลือเพียงตำนาน”

ชุลีพร ตาลสุข ข่าวเพชรบูรณ์

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *