จังหวัดพิษณุโลก จัดงานสืบสานประเพณีบุญเดือนสิบปิดทองหลวงพ่อปั้น แข่งขันเรือบก ลิ้มรสข้าวเม่าพอก หนึ่งเดียวของไทย สนุกสนานท่ามกลางนักท่องเที่ยวเนืองแน่น

ที่วัดเนินกุ่ม หมู่ที่ 4 ต.เนินกุ่ม อ.บางกระทุ่ม จ.พิษณุโลก น.ส.สรินรัตน์ เกิดสกุลรุ่งโรจน์ รองผู้ว่าราชการ จังหวัดพิษณุโลก เป็นประธานในการเปิดงานประเพณี บุญเดือนสิบ “ ปิดทองหลวงพ่อปั้น แข่งขันเรือบก ลิ้มรสข้าวเม่าพอก ” ซึ่งชาวอำเภอบางกระทุ่มร่วมใจกันจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี ซึ่งเป็นประเพณีที่สนุกสนาน และสร้างความสามัคคีของคนในชุมชน โดยเฉพาะการมาร่วมบุญปิดทอง หลวงพ่อปั้น อดีตเจ้าอาวาสวัดเนินกุ่ม ที่ชาวบ้าน อำเภอบางกระทุ่ม เคารพนับถือ และเชื่อว่าศักดิ์สิทธิ์มาก ทางคณะกรรมการได้เปิดวิหารหลวงพ่อปั้นให้ได้กราบไหว้ตลอดงาน ที่สนุกสุด ๆ ได้มีการแข่งขันเรือบกขึ้นที่ ลานข้างพระอุโบสถ โดยจัดต่อเนื่องกันมายาวนานกว่า 60 ปีแล้ว และถือว่าเป็นกีฬาพื้นบ้านหนึ่งเดียวของประเทศไทย มีทีมผู้เข้าแข่งขันและกองเชียร์เป็นจำนวนมาก … ที่พลาดไม่ได้ก็คือ การต่อแถวเพื่อรอซื้อข้าวเม่าพอก ต้นตำรับของวัดเนินกุ่ม ที่เตรียมกล้วยไข่สุกหอมหลายร้อยหวี ทำการปั้นพอกด้วยแผ่นข้าวเม่าเหนียวสูตรพิเศษ ที่มีทั้งกะทิสด น้ำตาลเข้ม ที่กวนจนเหนียว แล้วนำมาทอดในน้ำมันร้อนๆ จนเป็นแพสวยงาม ราคาจำหน่ายแพละ 30 บาท ส่วนเงินที่ได้จากการจำหน่าย ก็จะนำเข้าวัดเพื่อทำบุญและเก็บไว้ทำนุบำรุงวัดวาอารามต่อไป

…สำหรับการแข่งขันเรือบกนั้นมีประวัติความเป็นมายาวนาน ในอดีตชาวบ้านเนินกุ่มจะแข่งขันเรือพายขนาดเล็ก เรือชาวบ้าน ในคลองเนินกุ่มที่อยู่หลังวัดเนินกุ่ม แต่ระยะหลังสภาพลำคลองเริ่มตื้นเขิน ไม่สามารถจัดแข่งขันเรือได้ ช่วง พ.ศ. 2500 สมัยอาจารย์เฉลียว เจ้าอาวาสในยุคนั้น จึงได้คิดค้นการแข่งขันเรือบกขึ้นมา เพื่อทดแทนการแข่งขันเรือในน้ำที่ไม่สามารถจัดได้ โดยกำหนดกติกาการแข่งขันเหมือนกับแข่งเรือทุกอย่าง ใช้บริเวณลานวัดเป็นที่แข่งขัน ส่วนอุปกรณ์หลักคือไม้ยาว 8 ศอก หรือ 4 เมตร ผู้แข่งขัน 9 คน ใช้กติกาเหมือนแข่งเรือในน้ำ ชนะ 2 ใน 3 เที่ยว และถ้าเรือบกลำใดล้มก่อน ถือว่าแพ้ในรอบนั้น
บรรยากาศภายในงานหลังจากมีพิธีเปิดงาน ได้มีการแข่งขันเรือบกตั้งแต่เช้านี้เต็มไปด้วยความสนุกสนาน เป็นสนามระยะทางยาว 100 เมตร ทางผู้จัดได้นำน้ำมาเปิดเข้าพื้นที่ให้ดินแฉะเปื้อนในสภาพมีขี้เลน ขี้โคลน ถ้าหากวิ่งไม่พร้อมกันก็จะสะดุดขาพากันล้มลุกคลุกคลานก่อนจะเข้าเส้นชัย ทีมใดล้มก็จะถือว่าแพ้ทันที ในปีนี้มีทีมเข้าร่วมแข่งขันจำนวนกว่า 59 ทีม ใน 7 ประเภท โดยมีกองเชียร์ที่นั่งลุ้นยืนลุ้นอยู่สองฝั่ง คอยส่งเสียงเชียร์ให้กำลังใจทีมโปรดของตัวเองอยู่รอบสนาม ถือว่าเป็นกีฬาพื้นบ้านที่เชื่อมความสามัคคี หนึ่งเดียวของไทย

















