พิษณุโลก เครือข่ายอนุรักษ์ลุ่มน้ำชมพู พร้อมชาวบ้าน ยื่นหนังสือคัดค้านสร้างเขื่อนคลองชมพูเครือข่ายอนุรักษ์ลุ่มน้ำชมพู พร้อมชาวบ้านเนินมะปราง ยื่นหนังสือคัดค้านสร้างเขื่อนคลองชมพู ต่อนายอำเภอเนินมะปราง หลังมีหลายฝ่ายพยาบาลรื้อโครงการสร้างเขื่อนชมพู กลับมาอีกครั้ง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ว่าการอำเภอเนินมะปราง จ.พิษณุโลก เครือข่ายอนุรักษ์ลุ่มน้ำชมพู พร้อมด้วยชาวบ้านบ้านชมพู หมู่ 3 ต.ชมพู อ.เนินมะปราง จ.พิษณุโลก จำนวนกว่า 50 คน เดินทางมาที่ว่าการอำเภอเนินมะปราง นำโดยนายโม คำคูน ประธานเครือข่ายอนุรักษ์ลุ่มน้ำชมพู นายเชาว์ เย็นฉ่ำ เลขาเครือข่ายอนุรักษ์ลุ่มน้ำชมพู เพื่อยื่นหนังสือต่อนางสาวมนัส สิงหเดช นายอำเภอเนินมะปราง เพื่อขอคัดค้านโครงการก่อสร้างเขื่อนคลองชมพู และขอให้ตรวจสอบกรณีการลักลอบตัดไม้ยางในเขตอุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวง โดยเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งทางกลุ่มชาวบ้านได้นำป้ายและคัดค้านการก่อสร้างเขื่อนคลองชมพู
โดยนายโม คำคูน ประธานเครือข่ายอนุรักษ์ลุ่มน้ำชมพู กล่าวว่า วันนี้ทาง กลุ่มชาวบ้านได้ยื่นหนังสือให้นายอำเภอเนินมะปราง ข้อที่ 1 ขอคัดค้านการเสนอและการดำเนินโครงการก่อสร้างเขื่อนคลองชมพู เนื่องจากโครงการดังกล่าวจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อระบบนเวศ ทางน้ำตามธรรมชาติและวิถีชีวิตของชุมชนลุ่มน้ำชมพู อีกทั้งพื้นที่ดังกล่าวยังเป็นแหล่งความหลากหลายทางชีวภาพ เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าคุ้มครองที่สำคัญ และเป็นแหล่งโบราณคดีอันทรงคุณค่า เช่น แหล่งค้นพบเรือโบราณ และบ่อเกลือโบราณยุคสุโขทัย ตลอดจนมีผลกระทบในด้านอื่นๆ อีกมากมาย ทั้งนี้ ทางเครือข่ายฯ มีความเห็นว่า การแก้ไขปัญหาน้ำท่วมและภัยแล้งสามารถดำเนินการได้ด้วยแนวทางเลือกอื่นที่ยั่งยืนยันกว่า โดยไม่ทำลายฐานทรัพยากรธรรมชาติ และไม่ส่งผลกระทบต่อที่ดินทำกินของราษฎร จึงขอแสดงเจตจำ-นงคัดค้านการเสนอโครงการและการดำเนินการก่อสร้างเขื่อนคลองชมพูให้ถึงที่สุด ข้อที่ 2 ขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจสอบและดำเนินคดีกรณีการลักลอบตัดไม้ยางในเขตอุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวง (สล.5) โดยเครือข่ายได้รับเรื่องร้องเรียนและพบพฤติกรรมที่น่าเชื่อว่าผู้นำชุมชน (กำนัน) ได้กระทำตัดต้นไม้ยาง ซึ่งเป็นไม้หวงห้ามและมีคุณค่าทางระบบนแวศ ในเขตพื้นที่อุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวง โดยมิชอบด้วยกฎหมาย โดยที่ผ่านมายังไม่มีการดำเนินการตั้งคณะรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ดำเนินการทางวินัยและอาญาแต่อย่างใด

ทรัพยากรธรรมชาติของส่วนร่วม เครือข่ายอนุรักษ์ลุ่มน้ำชมพูขอให้ทางนายอำเภอดำเนินการพิจารณา
ด้านนายเชาว์ เย็นฉ่ำ เลขาเครือข่ายอนุรักษ์ลุ่มน้ำชมพู กล่าวว่า ทางเครือข่ายลุ่มน้ำชมพู และชาวบ้านเดินทางมาคัดค้านการสร้างเขื่อนชมพู เนื่องจากชาวบ้านในพื้นที่ได้รับผลกระทบเป็นบริเวณกว้าง พื้นที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติจะหายไป แต่ก็มีแนวทางที่อยู่ร่วมกันได้ คือ การทำแก้มลิง หรือฝายขนาดเล็ก บริเวณคลองช้างตาย หรือ คลองชมพูหลายจุดก็สามารถทำฝายแก้มลิงได้ มีพื้นที่เป็นพันไร ซึ่งทางชลประทานควรสำรวจให้ชัดเจตน โดยกลุ่มชาวบ้านเครือข่ายลุ่มน้ำชมพู อยากต้องการอนุรักษ์ลุ่มน้ำชมพู จระเข้น้ำจืด แหล่งเนินกระเบื้อง และปลาไม่มีตา ตุ๊กกาย ซึ่งเป็นสัตว์ป่าสงวน ซึ่งอยากให้มีการแลกเปลี่ยนและมีทางออกที่ดีชาวบ้านได้รับผลประโยชน์ร่วมกัน

ด้าน นางสาว มนัส สิงหเดช นายอำเภอเนินมะปราง กล่าวว่า วันนี้ตนจะรับเรื่องของเครือข่ายลุ่มน้ำชมพู พร้อมกับจะส่งเรื่องต่อให้กรมชลประทาน ซึ่งเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบอีกครั้ง พร้อมกับรายงานทางผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก รับทราบถึงข้อเรียกร้องต่างๆ เพื่อดำเนินการหาข้อแก้ไขร่วมกัน ส่วนกรณีการตรวจสอบการดำเนินคดีกรณีการลักลอบตัดไม้ยางในเขตอุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวงนั้นก็จะส่งเรื่องให้กับผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรเนินมะปราง ได้ดำเนินการตรวจสอบคดีอีกครั้ง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โครงการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำคลองชมพู (หรือเขื่อนคลองชมพู) จะกินพื้นที่ป่าสมบูรณ์ในเขตอุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวง ประมาณ 2,700 ถึง 3,000 ไร่ โครงการนี้ได้รับการประเมินว่าจะสามารถสร้างระบบส่งน้ำและพื้นที่ชลประทานรวมครอบคลุมประโยชน์ได้ราวๆ 90,300 ถึง 103,800 ไร่ เพื่อส่งน้ำช่วยเหลือพื้นที่เกษตรกรรมของชาวบ้านในอำเภอเนินมะปราง วังทอง และบางกระทุ่ม ในยามหน้าแล้ง

โดยทางเครือข่ายอนุรักษ์ลุ่มน้ำชมภูและชาวบ้านแสดงความเป็นห่วง เนื่องจากจะกระทบต่อระบบนิเวศที่เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าหายากและจระเข้น้ำจืดสายพันธุ์แท้ ในปี 2547–2548 กรมชลประทานเริ่มว่าจ้างบริษัทเอกชนเข้ามาทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) อีกครั้ง ทำให้ชาวบ้านกลุ่มอนุรักษ์ในพื้นที่ต้นน้ำเริ่มรับรู้ข้อมูลและแสดงจุดยืนคัดค้านมาโดยตลอดนับตั้งแต่นั้น เนื่องจากพื้นที่ก่อสร้างอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวง ซึ่งเป็นแหล่งอาศัยธรรมชาติของสัตว์ป่าและจระเข้น้ำจืดสายพันธุ์แท้ที่เหลืออยู่เพียงไม่กี่แห่งในไทย
โดยในปี 2556 โครงการนี้ถูกบรรจุเข้าเป็นส่วนหนึ่งของแผนบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท ในรัฐบาลของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ส่งผลให้แกนนำและกลุ่มชาวบ้านกว่า 300 คน รวมตัวกันเคลื่อนไหวใหญ่เพื่อคว่ำเวทีรับฟังความคิดเห็น จนกระทั่งรัฐบาลยุคนั้นได้ประกาศยกเลิกแผนน้ำ 3.5 แสนล้านบาทไปในปี 2557 จนกระทั่งปัจจุบันมีหลายฝ่ายพยายามรื้อฟื้นโครงการนี้อีกครั้ง












