ที่ปรึกษารมต.และอธิบดีพร้อมให้ความเป็นธรรมต่อประชาชน

ที่ปรึกษารัฐมนตรีฯ พร้อม อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธ์พืช ลงพื้นที่ตรวจสอบถนนปริศนาในป่าแม่ยวม เชื่อมป่าสาละวินที่แม่ฮ่องสอน สั่งดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้อง ส่วนถนนหากชาวบ้านต้องการใช้ประโยชน์ต้องพิจารณาหลายฝ่าย

วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569 เวลาประมาณ 10.30 น. นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้มอบหมายให้ พลตำรวจตรีนันทชาติ ศุภมงคล ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงร่วมกับ นายณัฐ โก่งเกษร ผู้ตรวจราชการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และนายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช พร้อมคณะผู้บริหารและสื่อมวลชน เพื่อประชุมร่วมกับเจ้าหน้าที่สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 16 สาขาแม่สะเรียง กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรจังหวัดแม่ฮ่องสอน ฝ่ายปกครอง และพนักงานสอบสวน ณ สภ.แม่ลาหลวง อำเภอแม่ลาน้อย จังหวัดแม่ฮ่องสอน

ก่อนเริ่มการประชุม เมื่อคณะเดินทางมาถึง สภ.แม่ลาหลวง นายวรพจน์ รักธรรมเนียม เครือข่ายกะเหรี่ยงเพื่อวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม พร้อมพวกได้เดินทางไปยื่นหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริง ต่อนายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานสัตว์ป่าและพันธุ์พืช เพื่อขอความเป็นธรรมให้แก่ราษฎรรวมไปถึงส่วนราชการที่มีความจำเป็นในการใช้ถนนสายห้วยกองเป๊าะ ต.แม่ลาหลวง อ.แม่ลาน้อย – บ้านวาทู ต.เสาหิน อ.แม่สะเรียง ที่ถูกสั่งปิดและมีการจับกุมผู้ที่เกี่ยวข้องในการปรับปรุงผิวถนนไปก่อนหน้านี้

ในหนังสือร้องเรียนที่มอบให้กับที่ปรึกษารัฐมนตรีและอธิบดีกรมอุทยาน ฯ ระบุว่า ในนามของเครือข่ายกะเหรี่ยงเพื่อวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อมจังหวัดแม่ฮ่องสอน ขอชี้แจงข้อเท็จจริง จากกรณีเกิดข้อพิพาทในการทำถนนเพื่อการสัญจรของประชาชนในพื้นที่ระหว่างหมู่บ้านห้วยกองเป๊าะ ตำบลแม่ลาหลวง ไปสู่ยังหมู่บ้านเสาหิน (ตำบลเสาหิน) นั้นเส้นทางดังกล่าวเป็นเส้นทางเดิมที่ประชาชนใช้สัญจรไปมาตามปกติตั้งแต่ไหนแต่ไรมาแล้ว และระหว่างทางดังกล่าว มีหมู่บ้านหลายหมู่บ้านที่อาศัยอยู่ในพื้นที่และใช้เส้นทางหลักในการสัญจรไปมา คือหมู่บ้านห้วยกองเป๊าะ-หมู่บ้านขุนแม่สอง – หมู่บ้านวาทู -หมู่บ้านโป่ง -จนถึงหมู่บ้านเสาหิน ระยะทางประมาณ 30 กิโลเมตร เป็นเส้นทางย่นระยะเวลาเป็นอย่างมากถ้าหากเทียบกับการเดินทางในเส้นทางสายแม่สะเรียง เกือบ สองเท่าเลยที่เดียว ดังนั้นประชาชนในพื้นที่ตำบลเสาหิน และหมู่บ้านต่างในพื้นที่มีความสะดวก และเลือกใช้เส้นทางที่ในการสัญจรเป็นหลัก

ยังมีกลุ่มบุคคลที่ใช้เส้นทางหลักๆนี้อีกคือ คณะครู , หมอ , ตำรวจตชด. , ผู้นำศาสนา และทหาร เพื่อให้การศึกษาแก่เด็ก ๆนักเรียน เพื่อการพัฒนาในด้านต่าง ๆ ตลอดจนการจัดกิจกรรมทางศาสนา การกิจกรรมเพื่อรักษาสิ่งแวดล้อมธรรมชาติตามโครงการพระราชดำริฯ เช่นการปลูกป่าทุกปี การทำพิธีรักษาต้นน้ำลำธาร การทำพิธีสืบชะตาป่า (พิธีบวชป่า) (บวชปลา) ฯ โดยมีโรงเรียน,วัดพุธ,โบสถ์คริสต์ อยู่ตามหมู่บ้านต่าง ๆ ตลอดเส้นทาง

ประโยชน์มากมากมายในการสัญจรไปมาในเส้นทางนี้อีก คือ การส่งบุตรโรงเรียนในตัวอำเภอ ไปหาหมอที่โรงพยาบาล ตลอดจน การขนส่งผลผลิตทางการเกษตรต่างๆแต่หากว่าฤดูฝนนั้น ประชาชนที่สัญจรไปมายังมีปัญหาและอุปสรรคอีกมากมาย คือเส้นทางเดิมที่ยังไม่มีการตัดเส้นทางใหม่นั้น จะเป็นเส้นทางตามลำน้ำเป็นส่วนใหญ่ หากเกิดน้ำหลากน้ำท่วม ไม่สามารถสัญจรไปมาได้ ถึงได้จะมีความลำบากมาก

ด้วยเหตุผลดังกล่าวนี้ ประชาชนจึงได้มีการเลือกเส้นทางเดินเลี่ยงน้ำท่วม น้ำหลาก โดยเส้นทางเกิดเหตุดังกล่าวนี้ โดยการสัญจรไปมา ด้วยเท้าและรถมอเตอร์ไซค์ และเป็นเส้นทางลัด ย่นระยะเวลา และ มีความปลอดภัยกว่าเส้นทางเดิมนั้น และ เส้นทางเกิดเหตุดังกล่าวชาวบ้านได้ใช้มาเป็นเวลาสิบกว่าปีแล้ว ซึ่งมีร่องรอยการใช้เส้นทางดังกล่าว และ ชาวบ้านได้ปรับปรุงโดยใช้แรงคน ใช้จอบ ไช้เสียม เพื่อชุดขยายเส้นทางพอที่จะใช้สัญจรไปมาได้

ที่สำคัญเส้นทางเกิดเหตุดังกล่าวได้มีการสัญจรไปมาต่อเนื่องกันมาจนถึงปัจจุบัน แต่ทุก ๆปี มีการประชุมประชาคมหรือเข้าแผนเพื่อการพัฒนาเส้นทางนี้ให้ดีขึ้น โดยมีความหวังพึ่งยังหน่วยงานภาครัฐ ในการใช้งบการส่งเสริมและการพัฒนาศักกายภาพความเป็นอยู่ของชุมชนก่อนที่จะมีการลงมือทำถนนนี้ ก็มีการประชุมประชาคมตามปกติอย่างที่พึงกระทำ และมีการจัดบันทึกการประชุม แต่ในที่ประชุมอาจไม่ทราบว่าอย่างแน่แท้ว่า รูปแบบและขั้นตอนหรือวิธีการนั้นได้ผ่านการพิจารณาทุกขั้นตอนหรือยัง จึงเชื่อโดยสุจริตใจว่าสามารถกระทำได้จึงได้ลงมติเห็นชอบ และที่สำคัญหน่วยงานภาครัฐ หรือ เจ้าหน้าที่ป่าไม้ก็ควรเห็นด้วยกับการใช้สิทธิในเส้นทาง ที่อยู่อาศัย เพื่อการดำรงอยู่ตามสิทธิอันควรมี อันควรได้ที่สำคัญที่สุดที่เกิดเหตุครั้งนี้ มีคดีต ผอ.ปาไม้ ท่านหนึ่ง ได้โพสข้อความ กระพือข่าวลงในเฟส ซึ่งเป็นช่องทางสาธารณะที่บุคคลทั่วไปเข้าถึง และ ได้กล่าวข้อความที่หลายๆอย่างที่บิดเบือนจากข้อเท็จจริง เช่น เป็นการใช้เส้นทางเพื่อหลีกเลี่ยงจากการกระทำความผิด การขนยาเสพติด การขนของเถื่อน การขนไม้เถื่อน การลักลอบขนแร่ให้แก่ ว้าแดง ต่าง ๆ เหล่านี้ ซึ่งเป็นการกล่าวหาที่ไม่ใช่ความจริง ความจริงคือ พวกเราชาวกะเหรี่ยงรักสงบ อยู่แบบพอเพียงโดยความเชื่อสิ่งศักดิ์สิทธิ มีศาสนา วัฒนธรรม มีประเพณี อยู่กับปารักษาป้า ป่าอยู่ได้ คนอยู่ได้ป่าอยู่ได้

จากการกระพือข่าวเกินจริงนี้ทำให้พวกเราชาวกะเหรี่ยง ฯ ได้รับความเสียหาย และสื่อโชเชียลได้ประณาม และ ตัดสินว่าเราเป็นคนเลว คนไม่ดีไปด้วยแล้ว กรณีนี้จะรับผิดชอบต่อการพูดและการกระทำที่เกิดผลร้ายนี้อย่างไร ควรต้องแก้ไขคำพูดคำกล่าวหานี้อย่างไรดังนั้นพวกเราในฐานะ ตัวแทนเครีอข่ายกะเหรี่ยงเพื่อวัฒธรรมและสิ่งแวดล้อมจังหวัดแม่ฮ่องสอน ขอยืนหยัดต่อสู้ และดำรงอยู่บนฐานความถูกต้องเป็นจริง และ ที่สำคัญ พวกเราเคารพกฎหมาย กฎเกณฑ์ กฎจารีตประเพณี (กฎแห่งกรรม)) อย่างเคารพศรัทธา พวกเราอาศัยอยู่จังหวัดแม่ฮ่องสอน เพื่อ ทำนุบำรุง ชาติ ศาสนา พระมหากษัตรย์ ตลอดจน การรักษาสิ่งแวดล้อมธรรมชาติ ดิน น้ำ ฟ้า อากาศ ซึ่งเป็นธรรรมชาติดั่งผู้ให้ชีวิต ให้ลมหายใจ

จึงขอพื้นที่เพื่อขี้แจงข้อเท็จดังกล่าวให้ท่านทราบ และ ขอความกรุณาท่านให้พินิจพิจารณาให้ความเป็นธรรรมแก่พวกเรา ตามหลักสิทธิมนุษยชนอันควรมีด้วย

นอกจากนั้นยังมี ชาวบ้าน 4 หมู่บ้าน ได้แก่ หมู่บ้านขุนแม่สอง , หมู่บ้านวาทู , บ้านห้วยป่าผา และหมู่บ้านแม่โป๋ ม.3 ต.เสาหิน อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่อนสอน มารอพบกับที่ปรึกษารัฐมนตรีและอธิบดีกรมอุทยาน ฯ ที่จุดสกัดขุนแม่สอง โดยมีการถือป้ายขอความช่วยเหลือจากท่านรัฐมนตรี ให้พิจารณาเปิดให้ราษฎรได้ใช้ถนนได้เหมือนเดิม

ในการประชุม พันตำรวจเอกวัชระ เทือกตา ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรแม่ลาหลวง ได้นำเสนอข้อเท็จจริงเบื้องต้น วิเคราะห์พยานหลักฐาน รวมถึงแนวทางการดำเนินคดีต่อผู้เกี่ยวข้อง กรณีพบการลักลอบเปิดแนวถนนและตัดไม้ในพื้นที่คุ้มครอง ซึ่งอาจเข้าข่ายความผิดตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2562 และพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 รวมถึงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เบื้องต้นได้มีการสอบปากคำผู้เกี่ยวข้องไปแล้ว 14 ปาก และ ดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวพันกับเรื่องถนนไปแล้ว 3 ราย
ต่อมาเวลา 13.00 น. ภายหลังการประชุม ที่ปรึกษารัฐมนตรี อธิบดีฯ พร้อม คณะได้ลงตรวจสอบสภาพพื้นที่จริง เพื่อเก็บข้อมูลเชิงประจักษ์เพิ่มเติม ทั้งแนวเส้นทาง ลักษณะการปรับพื้นที่ และขอบเขตผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น โดยเน้นย้ำให้การดำเนินการเป็นไปตามข้อเท็จจริงและหลักฐานทางวิชาการ

พลตำรวจตรีนันทชาติ ให้สัมภาษณ์ภายหลังการตรวจพื้นที่ว่า จะเร่งรัดรวบรวมพยานหลักฐานให้ครบถ้วน โปร่งใส และให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย หากพบการกระทำผิดจะดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวเป็นเขตอนุรักษ์ที่มีความสำคัญด้านระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพ ส่วนพื้นที่ที่มีข้อพิพาท จะมีการทบทวนแนวทางให้เป็นไปตามกฎหมาย เพื่อจัดระเบียบให้ถูกต้อง และพิจารณาแนวทางที่เหมาะสมในการให้ประชาชนใช้ประโยชน์โดยไม่กระทบต่อเขตอนุรักษ์

นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติฯ ให้สัมภาษณ์ ถึงกรณีไม้ที่ทำการตรวจยึดทั้งหมดจากการไถของรถก่อนจะทำการตีตราตรวจยึดและยังอยู่ในพื้นที่เกิดเหตุ และ ในช่วงที่มีการดำเนินคดีในเส้นทางดังกล่าวทางเจ้าหน้าที่จะขอปิดเส้นทาง ไว้ก่อน ในส่วนการขอใช้เส้นทางเพื่อประโยชน์ของชาวบ้านหรือความมั่นคงในพื้นที่ ในอนาคตหากชาวบ้านต้องการใช้ประโยชน์จากถนนเส้นนี้ ต้องมีการพิจารณาจากหลายฝ่ายรวมทั้งฝ่ายความมั่นคงด้วย
——————————————
นายทศพล บุญพัฒน์ / แม่ฮ่องสอน / 0850309987

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *