สส.เซ้ม เรียกประชุมด่วน แก้วิกฤตน้ำต้นทุนลด กระทบประปาปราณบุรี–ภัยแล้งหนัก เร่งวางแผนบริหารจัดการน้ำ

สส.เซ้ม เรียกประชุมด่วน แก้วิกฤตน้ำต้นทุนลด กระทบประปาปราณบุรี–ภัยแล้งหนัก เร่งวางแผนบริหารจัดการน้ำ
วันที่ 10 เมษายน 2569 ณ ห้องประชุมเทศบาลตำบลเขาน้อย อำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
นายจักพันธ์ ปิยพรไพบูลย์ หรือ “สส.เซ้ม” ได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่อำเภอหัวหินและอำเภอปราณบุรี กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เข้าร่วมประชุมติดตามและรับฟังปัญหาความเดือดร้อนจากสถานการณ์น้ำและภัยแล้งที่กำลังส่งผลกระทบในวงกว้าง
โดยมีหน่วยงานหลัก อาทิ การประปาส่วนภูมิภาค โครงการชลประทานที่ 14 เขื่อนปราณบุรี และกรมทรัพยากรน้ำบาดาลเขต 8 ร่วมชี้แจงสถานการณ์และแนวทางแก้ไขปัญหา
สถานการณ์น้ำวิกฤต กระทบหลายพื้นที่
จากการประชุมพบว่า ปริมาณน้ำต้นทุนในอ่างเก็บน้ำปราณบุรีลดลงอย่างต่อเนื่อง เหลือเพียงประมาณ 101 ล้านลูกบาศก์เมตร (ร้อยละ 26 ของความจุ) ส่งผลกระทบต่อการผลิตน้ำประปาในหลายพื้นที่ ได้แก่
เทศบาลปราณบุรี
ปากน้ำปราณ
วังก์พง
หนองตาแต้ม
ประเด็นปัญหาความเดือดร้อนหลัก
น้ำต้นทุนลดลงต่อเนื่อง ไม่มีฝนเติมน้ำ คาดปีนี้ฝนน้อยกว่าค่าเฉลี่ยถึง 60%
น้ำไหลเข้าอ่างลดฮวบ จากเฉลี่ย 27 ล้าน ลบ.ม. เหลือเพียง 3 ล้าน ลบ.ม.
กำลังผลิตน้ำไม่เพียงพอ ความต้องการใช้น้ำ 700 ลบ.ม./ชม. แต่ผลิตได้เพียง 450–550 ลบ.ม./ชม.
น้ำไม่ไหล–ไหลอ่อน โดยเฉพาะพื้นที่ปลายน้ำ เช่น ปากน้ำปราณ
ท่อส่งน้ำชำรุด โดยเฉพาะแนวชายทะเล ทำให้สูญเสียน้ำในระบบจำนวนมาก

นอกจากนี้ บางพื้นที่ประสบปัญหาหนักถึงขั้นขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภค ขณะที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นบางแห่งไม่สามารถดำเนินโครงการเจาะน้ำบาดาลได้ เนื่องจากติดข้อจำกัดพื้นที่เขตทหาร อีกทั้งบางแหล่งน้ำ เช่น อ่างเก็บน้ำห้วยไทรงาม มีวัชพืชปกคลุมจำนวนมาก ส่งผลต่อการกักเก็บน้ำ
แนวทางแก้ไขเร่งด่วน–ระยะยาว
ระยะสั้น (เร่งด่วน)
กำหนดตารางเวลาจ่ายน้ำชัดเจน
น้ำไหลแรง: 05.00–10.00 น. และ 15.00–22.00 น.
นอกช่วงเวลา: ลดแรงดันเพื่อสำรองน้ำ
ขอความร่วมมือประชาชนสำรองน้ำล่วงหน้าและใช้น้ำอย่างประหยัด
ผันน้ำจากแหล่งอื่นเสริมระบบ
เพิ่มประสิทธิภาพการสูบน้ำ
ระยะกลาง
ปรับปรุงและเปลี่ยนท่อส่งน้ำ เพื่อลดการรั่วไหล
ลดการสูญเสียน้ำในระบบ
ระยะยาว
เพิ่มกำลังการผลิตน้ำเป็น 700 ลบ.ม./ชม.
พัฒนาแหล่งกักเก็บน้ำสำรองในพื้นที่ปลายน้ำ
วางแผนบริหารจัดการน้ำทั้งระบบให้สอดคล้องกับความต้องการใช้น้ำ
ข้อสรุป
สถานการณ์ปัจจุบันถือว่า “น้ำไม่เพียงพอต่อความต้องการ” โดยเฉพาะภาคการเกษตรอาจต้องลดการใช้น้ำลง ขณะที่ภาคอุปโภคบริโภคยังสามารถบริหารจัดการได้ หากมีมาตรการควบคุมอย่างเข้มงวด
ทั้งนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยืนยันจะเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาโดยเร็ว พร้อมนำข้อร้องเรียนจากพื้นที่ไปดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม และขอความร่วมมือประชาชนใช้น้ำอย่างประหยัด ติดตามประกาศจากหน่วยงานภาครัฐอย่างใกล้ชิด เพื่อรับมือสถานการณ์ภัยแล้งที่ทวีความรุนแรงในปีนี้









