สว.มังกร ลงพื้นที่รับเรื่องร้องเรียน เร่งแก้ “โครงการผันน้ำห้วยมุ่น–ห้วยส้มป่อย” ล่าช้าเกือบ 10 ปี ชาวบ้าน 3 หมู่บ้านเดือดร้อนซ้ำซาก ย้ำต้องบริหารน้ำทั้งระบบ “ปัว–ท่าวังผา–เมืองน่าน” แก้ปัญหาระยะยาวอย่างยั่งยืน

น่าน – สว.มังกร ศรีเจริญกูล ลงพื้นที่รับหนังสือร้องเรียนจากตัวแทนประชาชน 3 หมู่บ้าน ติดตามปัญหาโครงการผันน้ำห้วยมุ่น–ห้วยส้มป่อย หลังโครงการประสบปัญหาความล่าช้ามาเป็นเวลานาน ขณะที่ประชาชนในพื้นที่ยังเผชิญปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก กระทบต่อชุมชน การสัญจร และพื้นที่เศรษฐกิจ ด้าน สว.มังกรย้ำ การแก้ปัญหาต้องมองให้ไกลกว่าการแก้น้ำท่วมเฉพาะหน้า พร้อมผลักดันโครงการระยะที่ 2 และการบริหารจัดการน้ำแบบเชื่อมโยงตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ
เมื่อวันที่ 6 กันยายน 2569 นายมังกร ศรีเจริญกูล สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดน่าน ลงพื้นที่ติดตามปัญหาและรับหนังสือร้องเรียนจากประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากโครงการผันน้ำห้วยมุ่น–ห้วยส้มป่อย โดยมีนางสาวสวลี สมผล ผู้ใหญ่บ้านมงคลนิมิตร หมู่ 6 นายไฟศาล พันชน ผู้ใหญ่บ้านทุ่งเศรษฐี หมู่ 5 และนายอาทิตย์ สารเทพ ผู้ใหญ่บ้านห้วยส้มป่อย หมู่ 2 พร้อมด้วยตัวแทนประชาชนจาก 3 หมู่บ้าน เข้ายื่นหนังสือขอให้เร่งรัดการติดตามและแก้ไขปัญหาโครงการ


ประชาชนระบุว่า โครงการผันน้ำห้วยมุ่น–ห้วยส้มป่อย เป็นโครงการสำคัญในการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ตำบลในเวียงและตำบลผาสิงห์ อำเภอเมืองน่าน มีเป้าหมายเพื่อบรรเทาและป้องกันปัญหาอุทกภัยในพื้นที่ถนนสายเลี่ยงเมือง เขตเทศบาลเมืองน่าน ชุมชน และพื้นที่เศรษฐกิจ โดยมีแนวทางในการผันน้ำจากห้วยมุ่นและห้วยส้มป่อยลงสู่แม่น้ำน่าน เพื่อลดปริมาณน้ำหลากและลดความเสี่ยงน้ำท่วม
อย่างไรก็ตาม แม้โครงการจะดำเนินการมาเป็นเวลานาน แต่ปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝน ส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน การประกอบอาชีพ การสัญจร และทรัพย์สินในพื้นที่เศรษฐกิจ


นายมังกร ศรีเจริญกูล กล่าวว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้เป็นการรับฟังปัญหาจากประชาชนโดยตรง พร้อมตรวจสอบข้อเท็จจริงและติดตามความคืบหน้าของโครงการ เพื่อรวบรวมข้อมูลนำเข้าสู่กลไกของวุฒิสภา และประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ร่วมกันหาทางออกที่เป็นรูปธรรม
“เรื่องนี้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนมานาน การแก้ปัญหาจึงไม่ควรเป็นเพียงการแก้เฉพาะหน้าเมื่อเกิดน้ำท่วม แต่ต้องออกแบบระบบให้สามารถรองรับสถานการณ์น้ำในอนาคตได้ด้วย เราต้องตอบให้ได้ว่า เมื่อโครงการระยะที่ 2 แล้วเสร็จ จะสามารถลดปัญหาน้ำท่วมได้จริงมากน้อยเพียงใด และจะบริหารจัดการน้ำอย่างไรเมื่อเกิดฝนตกหนักหรือน้ำหลาก” นายมังกรกล่าว
ทั้งนี้ ปัญหาโครงการผันน้ำห้วยมุ่น–ห้วยส้มป่อยได้รับการติดตามผ่านกลไกของวุฒิสภาอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อวันที่ 28 กันยายน 2568 คณะกรรมการขับเคลื่อนโครงการสมาชิกวุฒิสภาพบประชาชน กลุ่มภาคเหนือ (ตอนบน) นำโดยนายพละวัต ตันศิริ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะรองประธานคณะกรรมการฯ คนที่หนึ่ง ซึ่งได้รับมอบหมายจากนายวิวรรธน์ ไกรพิสิทธิ์กุล ประธานกรรมการฯ พร้อมด้วยนายมังกร ศรีเจริญกูล นางวาสนา ยศสอน และนางสาวภิญญาพัชญ์ ศันสนียชีวิน สมาชิกวุฒิสภา ได้ลงพื้นที่ติดตามปัญหาโครงการและรับฟังผลกระทบจากประชาชน
ต่อมาเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2568 คณะอนุกรรมาธิการการบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ มลพิษ และสิ่งแวดล้อม ในคณะกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วุฒิสภา ได้ประชุมพิจารณาความคืบหน้าโครงการ ณ อาคารรัฐสภา โดยมีนางสาวรัชนีกร ทองทิพย์ สมาชิกวุฒิสภา เป็นประธานการประชุม


ที่ประชุมได้รับทราบว่า โครงการดังกล่าวเริ่มก่อสร้างตั้งแต่ปี 2555 และแล้วเสร็จในปี 2564 ใช้เวลาดำเนินการกว่า 9 ปี และล่าช้ากว่าสัญญาจ้างประมาณ 8 ปี ส่งผลให้พื้นที่ด้านตะวันตกของเทศบาลเมืองน่านและตำบลผาสิงห์ยังคงประสบปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก โดยเฉพาะบริเวณถนนสายเลี่ยงเมืองที่ได้รับผลกระทบเมื่อเกิดน้ำหลาก
ขณะเดียวกัน กรมทรัพยากรน้ำอยู่ระหว่างการออกแบบโครงการระยะที่ 2 โดยมีเป้าหมายที่จะผลักดันให้สามารถเริ่มดำเนินการได้ในปีงบประมาณ 2570 แต่ยังมีประเด็นสำคัญที่ต้องเร่งดำเนินการ ทั้งด้านวิศวกรรม งบประมาณ พื้นที่ และการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน
จากข้อมูลของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพบว่า สภาพพื้นที่บางส่วนมีลักษณะเป็นเนินดินสูง ทำให้จำเป็นต้องวางท่อในระดับความลึกประมาณ 5–7 เมตร ส่งผลให้มีค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างเพิ่มขึ้นประมาณ 113 ล้านบาท จึงต้องมีการคำนวณความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์เพื่อประกอบการขอรับการสนับสนุนงบประมาณจากสำนักงบประมาณ รวมถึงต้องดำเนินการประชาพิจารณ์และรับฟังความคิดเห็นของประชาชนตามขั้นตอน
นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเกี่ยวกับพื้นที่ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของหน่วยงานและสถาบันการศึกษาในพื้นที่ จำเป็นต้องมีการประสานและเจรจาเพื่อขอใช้พื้นที่เพิ่มเติม ขณะเดียวกันประชาชนมีความกังวลว่า หากเกิดน้ำหลากในปริมาณมาก อาจเกิดปัญหาน้ำไหลย้อนกลับเข้าสู่พื้นที่ชุมชน จึงจำเป็นต้องพิจารณามาตรการเสริม เช่น ประตูระบายน้ำ ระบบควบคุมทิศทางน้ำ และเครื่องสูบน้ำในจุดเสี่ยง
บทเรียนจากน้ำท่วม “ปัว–ท่าวังผา–เมืองน่าน” ต้องเปลี่ยนวิธีคิดสู่การบริหารน้ำทั้งระบบ
สถานการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2569 ซึ่งมีมวลน้ำจากพื้นที่อำเภอปัวไหลต่อเนื่องผ่านอำเภอท่าวังผาเข้าสู่พื้นที่อำเภอเมืองน่าน ถือเป็นอีกหนึ่งบทเรียนสำคัญที่สะท้อนให้เห็นว่า การบริหารจัดการน้ำของจังหวัดน่านไม่สามารถแก้ปัญหาเป็นจุด ๆ ได้ แต่จำเป็นต้องพิจารณาความสัมพันธ์ของมวลน้ำตั้งแต่พื้นที่ต้นน้ำ กลางน้ำ จนถึงพื้นที่ปลายน้ำ
นายมังกรกล่าวว่า เหตุการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความจำเป็นในการวางแผนบริหารจัดการน้ำแบบองค์รวม โดยเฉพาะการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานและพื้นที่ต่าง ๆ เพื่อให้สามารถคาดการณ์ทิศทางและปริมาณน้ำล่วงหน้า และวางมาตรการรองรับก่อนที่มวลน้ำจะเข้าสู่พื้นที่ชุมชนและเศรษฐกิจ


“เราต้องเปลี่ยนจากการรอให้น้ำท่วมแล้วค่อยแก้ มาเป็นการบริหารจัดการน้ำล่วงหน้า หากรู้ว่ามวลน้ำจะเดินทางจากปัว ผ่านท่าวังผา เข้าสู่เมืองน่าน เราต้องมีข้อมูลและเครื่องมือที่จะบริหารน้ำตั้งแต่ต้นทาง ไม่ใช่รอรับน้ำที่ปลายทางเพียงอย่างเดียว” นายมังกรกล่าว
สำหรับการแก้ไขปัญหาในระยะยาว เห็นว่าควรเร่งรัดโครงการระยะที่ 2 ให้มีความชัดเจนทั้งด้านการออกแบบ งบประมาณ และกรอบระยะเวลาดำเนินงาน พร้อมศึกษาระบบบริหารจัดการน้ำทั้งพื้นที่ โดยต้องคำนึงถึงปริมาณน้ำหลากที่อาจเพิ่มขึ้นจากสภาพภูมิอากาศที่แปรปรวน รวมถึงการขยายตัวของชุมชนและพื้นที่เศรษฐกิจ
นอกจากการก่อสร้างระบบผันน้ำแล้ว ควรพิจารณามาตรการประกอบ ได้แก่ การเพิ่มพื้นที่ชะลอและกักเก็บน้ำ การปรับปรุงทางระบายน้ำ การติดตั้งระบบควบคุมระดับน้ำและป้องกันน้ำย้อนกลับ การจัดทำระบบติดตามสถานการณ์น้ำแบบเรียลไทม์ ตลอดจนการพัฒนาระบบแจ้งเตือนภัยให้ประชาชนสามารถเตรียมตัวได้ล่วงหน้า
ที่สำคัญ ควรกำหนด หน่วยงานเจ้าภาพที่ชัดเจน กรอบเวลาการดำเนินงานที่ตรวจสอบได้ และระบบติดตามประเมินผลอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาความล่าช้าซ้ำรอยเดิม และทำให้ประชาชนสามารถติดตามได้ว่าแต่ละขั้นตอนดำเนินการไปถึงไหนแล้ว
นายมังกรย้ำว่า การใช้งบประมาณในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมควรคำนึงถึงประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับในระยะยาว ไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า และก่อนเดินหน้าโครงการระยะที่ 2 จำเป็นต้องศึกษาผลกระทบและความเชื่อมโยงของระบบน้ำให้รอบด้าน เพื่อให้การลงทุนสามารถตอบโจทย์การป้องกันน้ำท่วมได้อย่างแท้จริง
“เป้าหมายของเราคือไม่ใช่แค่ทำโครงการให้เสร็จ แต่ต้องทำให้โครงการใช้งานได้จริง แก้ปัญหาได้จริง และรองรับสถานการณ์น้ำในอนาคตได้จริง ประชาชนต้องไม่ต้องกลับมาเรียกร้องเรื่องเดิมทุกปีเมื่อเข้าสู่ฤดูฝน” นายมังกรกล่าว
ทั้งนี้ สมาชิกวุฒิสภาและคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องจะใช้กลไกของวุฒิสภาในการเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาชี้แจง ติดตามความคืบหน้าด้านการออกแบบ การแก้ไขข้อจำกัดด้านพื้นที่ การประเมินความคุ้มค่า และการจัดสรรงบประมาณ รวมถึงผลักดันให้เกิดการบูรณาการระหว่างหน่วยงาน เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างต่อเนื่องและเป็นรูปธรรม


โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ภาค 1 โครงการชลประทานจังหวัดน่าน กรมทรัพยากรน้ำ สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดน่าน นายอำเภอเมืองน่าน และหน่วยงานด้านการบินในพื้นที่ ร่วมให้ข้อมูลและชี้แจงข้อเท็จจริง
การลงพื้นที่ของ สว.มังกรในครั้งนี้ จึงไม่เพียงเป็นการรับเรื่องร้องเรียนจากประชาชน แต่ยังเป็นการผลักดันให้ปัญหาการบริหารจัดการน้ำของจังหวัดน่านได้รับการแก้ไขในระดับนโยบาย โดยมุ่งให้เกิดการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่ “ปัว–ท่าวังผา–เมืองน่าน” เชื่อมโยงต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ พร้อมเดินหน้าโครงการผันน้ำห้วยมุ่น–ห้วยส้มป่อยระยะที่ 2 เพื่อสร้างระบบป้องกันน้ำท่วมที่มีประสิทธิภาพ ลดความเสียหายต่อประชาชนและพื้นที่เศรษฐกิจ และสร้างความมั่นคงด้านน้ำให้จังหวัดน่านอย่างยั่งยืนในระยะยาว

@@@@@@@@@@@@@@
พ.อ.พยอม บุญทร
จ.น่าน

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *