นครพนมศรัทธาล้นสองฝั่งโขง! 9 ชนเผ่า–นางรำไทยลาวนับพันชีวิต รำบูชาพระธาตุพนมรับวันออกพรรษา ก่อนเปิดฉากไหลเรือไฟใหญ่ 12 อำเภอคืนนี้

นครพนมคึกคักรับวันออกพรรษา พลังศรัทธาสองฝั่งโขงรวมใจ นางรำ 9 ชนเผ่า จาก 12 อำเภอ พร้อมคณะนางรำ สปป.ลาว นับพันชีวิต ร่วมรำบูชาพระธาตุพนมอย่างยิ่งใหญ่ สืบสานประเพณีเก่าแก่กว่า 39 ปี ก่อนเข้าสู่คืนไฮไลต์ไหลเรือไฟ 12 อำเภอ ประชันความงามกลางแม่น้ำโขง พร้อมชมเรือไฟฟ้า “สัตนครา” และโดรนแปรอักษร 800 ลำ รอบพิเศษ 23.00 น. กระแสท่องเที่ยวแรง ห้องพักนครพนมแทบเต็ม คาดเงินสะพัดไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาท

นครพนม – วันที่ 26 ตุลาคม 2569 บรรยากาศวันออกพรรษาที่จังหวัดนครพนมเป็นไปอย่างคึกคักและเปี่ยมด้วยพลังแห่งศรัทธา ประชาชนและนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวลาวจำนวนมากเดินทางมาร่วมพิธีรำบูชาองค์พระธาตุพนม ณ ลานหน้าวัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม ท่ามกลางความงดงามของขบวนแห่เครื่องสักการะและการแสดงศิลปวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์สองฝั่งแม่น้ำโขง
โดยมีว่าที่พันตรี อดิศักดิ์ น้อยสุวรรณ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยนางมนพร เจริญศรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครพนม เขต 2 ว่าที่ร้อยตรี กรกฎ โอภาส ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานนครพนม นายอำเภอ หัวหน้าส่วนราชการ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้นำชุมชน ตลอดจนประชาชนและนักท่องเที่ยวเข้าร่วมอย่างเนืองแน่น

พิธีเริ่มต้นด้วยขบวนแห่เครื่องสักการะบูชาเข้าสู่บริเวณลานหน้าวัดพระธาตุพนม ก่อนประกอบพิธีทางพระพุทธศาสนา ถวายเครื่องสักการะและกล่าวคำบูชาองค์พระธาตุพนม ซึ่งเป็นปูชนียสถานสำคัญของชาวลุ่มน้ำโขง และเป็นที่เคารพศรัทธาของพุทธศาสนิกชนทั้งสองฝั่งไทย–ลาว โดยเชื่อกันว่าเป็นสถานที่ประดิษฐานพระอุรังคธาตุ หรือพระบรมสารีริกธาตุส่วนพระอุระขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ไฮไลต์สำคัญอยู่ที่การรำบูชาพระธาตุพนม ซึ่งมีนางรำจากกลุ่มชาติพันธุ์ทั้ง 9 ชนเผ่าของจังหวัดนครพนม ตัวแทนจากทั้ง 12 อำเภอ นักเรียน นักศึกษา และคณะนางรำจาก สปป.ลาว รวมผู้ร่วมแสดงนับพันชีวิต พร้อมใจกันแต่งกายด้วยชุดพื้นเมืองอันงดงาม ถ่ายทอดศิลปะการฟ้อนรำที่สะท้อนอัตลักษณ์ ประวัติศาสตร์ ความเชื่อ และวิถีชีวิตของชุมชนลุ่มน้ำโขง
สำหรับการแสดงในปีนี้จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ รวม 7 ชุดการแสดง ประกอบด้วย รำตำนานพระธาตุพนม จากอำเภอธาตุพนม รำตังหวาย จากคณะนางรำ สปป.ลาว รำศรีโคตรบูร จากอำเภอปลาปากและศรีสงคราม รำภูไท จากอำเภอเรณูนครและบ้านแพง รำหางนกยูง จากอำเภอเมืองนครพนมและนาทม รำไทญ้อ จากอำเภอท่าอุเทน นาหว้า และโพนสวรรค์ และรำขันหมากเบ็ง จากอำเภอนาแกและวังยาง

แต่ละชุดการแสดงถ่ายทอดความงดงามของศิลปวัฒนธรรมพื้นถิ่นผ่านท่วงท่าการรำอันอ่อนช้อย ประกอบดนตรีพื้นบ้าน สร้างความประทับใจแก่ประชาชนและนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาร่วมชมอย่างใกล้ชิด
ช่วงท้ายของพิธี นางรำจากทั้ง 7 ชุดการแสดงได้ร่วมฟ้อนรำในบทเพลงพิเศษ “อีสานบ้านเฮา” พร้อมเปิดโอกาสให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวร่วมฟ้อนรำถวายองค์พระธาตุพนม สร้างภาพแห่งความสามัคคีและพลังศรัทธาของผู้คนสองฝั่งแม่น้ำโขงอย่างงดงาม

ประเพณีรำบูชาพระธาตุพนมในวันออกพรรษาเป็นกิจกรรมสำคัญที่ชาวนครพนมร่วมกันสืบสานมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2530 นับเป็นเวทีอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่ และสะท้อนความสัมพันธ์ทางประวัติศาสตร์ ศาสนา และวัฒนธรรมระหว่างประชาชนไทยและลาว
นอกจากนี้ ยังเป็นส่วนหนึ่งของการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงศาสนาและวัฒนธรรม ควบคู่กับแนวทางผลักดันพระธาตุพนมสู่การเป็นมรดกโลก เพื่อเผยแพร่คุณค่าทางประวัติศาสตร์และมรดกทางวัฒนธรรมของลุ่มน้ำโขงให้เป็นที่รู้จักในระดับนานาชาติ
ขณะที่บรรยากาศการท่องเที่ยวในตัวเมืองนครพนมตลอดวันที่ิ 26 ตุลาคม เป็นไปอย่างคึกคัก เนื่องจากตรงกับคืนไฮไลต์ของงานประเพณีไหลเรือไฟจังหวัดนครพนม ประจำปี 2569 หรือที่เรียกกันว่า “คืนไหลจริง” ซึ่งถือเป็นกิจกรรมสำคัญที่นักท่องเที่ยวต่างรอคอย

โดยตั้งแต่เวลา 19.00 น. เป็นต้นไป จะมีการประกวดไหลเรือไฟประเพณี บริเวณริมฝั่งแม่น้ำโขง ถนนสุนทรวิจิตร เขตเทศบาลเมืองนครพนม ซึ่งปีนี้มีเรือไฟขนาดใหญ่จากตัวแทนทั้ง 12 อำเภอ รวม 12 ลำ เข้าร่วมประกวด เพื่ออวดความวิจิตรตระการตาของลวดลายแสงไฟที่สร้างสรรค์จากภูมิปัญญาท้องถิ่น
เรือไฟแต่ละลำได้รับการประดับตกแต่งด้วยดวงไฟจำนวนมาก ถ่ายทอดเรื่องราวเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา สถาบันสำคัญของชาติ วิถีชีวิต และอัตลักษณ์ท้องถิ่น ก่อนล่องไปตามกระแสน้ำโขง ท่ามกลางสายตาประชาชนและนักท่องเที่ยวที่เฝ้ารอชมความงดงามตลอดสองฝั่งแม่น้ำ
อีกหนึ่งไฮไลต์ที่ได้รับความสนใจอย่างมาก คือการแสดงเรือประดับไฟฟ้า “สัตนครา” ภายใต้กิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวของ ททท. ประกอบการแสดงโดรนแปรอักษรจำนวน 800 ลำ ซึ่งมีกำหนดจัดแสดงรอบพิเศษในคืนวันที่ 26 ตุลาคม เวลา 23.00 น. บริเวณลานพญาศรีสัตตนาคราช ริมแม่น้ำโขง

การแสดงดังกล่าวจะนำเทคโนโลยีแสงสีมาผสมผสานกับเรื่องราวความเชื่อและวัฒนธรรมลุ่มน้ำโขง โดยโดรนจำนวน 800 ลำจะบินขึ้นสู่ท้องฟ้าเพื่อแปรอักษรและสร้างภาพสัญลักษณ์ต่าง ๆ ประกอบการแสดงเรือไฟฟ้ากลางลำน้ำโขง สร้างความตื่นตาตื่นใจและเพิ่มสีสันให้กับเทศกาลออกพรรษาของจังหวัดนครพนม
ด้านสถานการณ์การท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลปีนี้ พบว่ามีความคึกคักอย่างมาก โดยข้อมูลการจองห้องพักในจังหวัดนครพนมมีอัตราเข้าพักเกือบเต็ม 100% ตั้งแต่ก่อนเริ่มงาน ขณะที่นักท่องเที่ยวจำนวนไม่น้อยได้สำรองห้องพักล่วงหน้านานเกือบหนึ่งเดือน
ความต้องการห้องพักที่เพิ่มสูงขึ้นส่งผลให้นักท่องเที่ยวบางส่วนต้องกระจายตัวไปพักตามอำเภอต่าง ๆ รวมถึงจังหวัดใกล้เคียงอย่างสกลนครและมุกดาหาร ซึ่งมีรายงานว่าห้องพักหลายแห่งถูกจองเต็มเช่นเดียวกัน แม้แต่พื้นที่อำเภอธาตุพนม ซึ่งอยู่ห่างจากตัวเมืองนครพนม ก็ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ยังมีทางเลือกสำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการเดินทางท่องเที่ยวเชื่อมโยงสองฝั่งแม่น้ำโขง โดยสามารถพิจารณาที่พักในฝั่ง สปป.ลาว ทั้งนี้ ผู้เดินทางควรตรวจสอบเงื่อนไขการผ่านแดน เวลาให้บริการเรือข้ามฟาก และเอกสารเดินทางกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนใช้บริการ
สำหรับราคาห้องพักในช่วงเทศกาลพบว่าบางแห่งมีการปรับราคาสูงขึ้นตามความต้องการของนักท่องเที่ยว จึงแนะนำให้ผู้เดินทางตรวจสอบราคา เงื่อนไขการจอง และความพร้อมของที่พักล่วงหน้า เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้น
ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการร้านอาหาร ร้านค้า คาเฟ่ โรงแรม และธุรกิจบริการต่าง ๆ ในจังหวัดนครพนมต่างเตรียมความพร้อมรองรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาจำนวนมาก โดยมีการคาดการณ์ว่าเทศกาลไหลเรือไฟปีนี้จะสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในพื้นที่ได้ไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาท ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจฐานรากและผู้ประกอบการท้องถิ่น
อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เตรียมมาตรการอำนวยความสะดวกและดูแลความปลอดภัยประชาชนและนักท่องเที่ยวตลอดช่วงการจัดงาน โดยเฉพาะคืนวันที่ 26 ตุลาคม ซึ่งคาดว่าจะมีประชาชนเดินทางเข้าพื้นที่จัดงานอย่างหนาแน่น
จึงขอให้นักท่องเที่ยววางแผนการเดินทางล่วงหน้า เผื่อเวลาสำหรับการจราจร ตรวจสอบจุดจอดรถและบริการรับ–ส่ง รวมถึงปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ เพื่อให้สามารถร่วมชมความงดงามของขบวนเรือไฟและการแสดงต่าง ๆ ได้อย่างสะดวกและปลอดภัย
ทั้งนี้ งานประเพณีออกพรรษาและไหลเรือไฟจังหวัดนครพนม ประจำปี 2569 ไม่เพียงเป็นเทศกาลท่องเที่ยวสำคัญของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แต่ยังสะท้อนพลังแห่งศรัทธา ความสามัคคี และภูมิปัญญาของชาวลุ่มน้ำโขง ที่ร่วมกันสืบสานมรดกทางวัฒนธรรมจากรุ่นสู่รุ่น พร้อมยกระดับนครพนมสู่จุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่สำคัญของประเทศไทย
หนึ่ง ประทีป นครพนมทันข่าวรายงาน











